บุคคลต้นแบบ

พ่อของแผ่นดิน

พ่อของแผ่นดิน



          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระนามเดิมว่า “พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า ภูมิพลอดุลยเดช” ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ โรงพยาบาลเมานท์ออเบอร์น (MOUNT AUBURN) รัฐเมสสาชูเชตต์ (MASSACHUSETTS) ประเทศสหรัฐอเมริกา

          เมื่อครั้งที่ยังทรงพระเยาว์ สมเด็จพระบรมราชชนนีได้เสด็จไปประทับที่เมือง โลซานน์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ พระองค์พร้อมทั้งสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชและพระเชษฐภคินี ได้เข้ารับการเลี้ยงดูจากสถานเลี้ยงเด็กชอม โซเลย์ เนื่องจากสถานรับเลี้ยงเด็กแห่งนี้ มีแพทย์เป็นเจ้าของ จึงมีการดูแลเด็กอย่างถูกสุขอนามัย ในทุกๆ คุณครูจะฝึกหัดให้เด็กออกกำลังกายในยามเช้า และเน้นกิจกรรมกลางแจ้ง เพื่อให้เด็กๆ มีสุขภาพที่แข็งแรง และต่อมาได้เข้าศึกษาชั้นประถมศึกษา ณ โรงเรียนเมียร์มองต์
ในส่วนของการดูแลพระโอรสและพระธิดาของสมเด็จพระบรมราชชนนีนั้น เมื่อถึงเวลาเล่น ท่านก็จะปล่อยให้พระโอรสและพระธิดาเล่นอย่างอิสระ โดยจะทรงให้เล่นกับธรรมชาติ ต้นไม้ น้ำ ทรงเน้นให้เล่นกับสิ่งที่มีในธรรมชาติ มากกว่าของเล่น ทรงอนุญาตให้พระโอรสเล่นจุดไฟ แต่จะทรงบอกวิธีในการเล่นที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดอันตราย

          ผลจากการเล่นที่พระโอรส พระธิดา ได้ทรงเล่นคลุกดินคลุกทราย หรือได้ทำการทดลองกับธรรมชาติเหล่านี้ ส่งผลให้ทั้งสามพระองค์ ได้พัฒนาความคิดและความสามารถ โดยไม่ทรงรู้ตัว
   
          ตัวอย่างเช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างหลุมที่เกิดจากการปลูกต้นไม้ ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทดลองขุดดิน ใส่น้ำ ปลูกต้นไม้ จนสามารถสร้างแอ่งน้ำ ได้ด้วยพระองค์เอง

          รวมทั้งของเล่นส่วนพระองค์ ครั้งยังทรงพระเยาว์ เมื่อเจริญพระชนมพรรษา เสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทรงนำมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ เช่น

           ทรงเล่นรถไฟจำลอง แสดงให้เห็นแววพระอัจฉริยภาพด้านการคมนาคม เมื่อครั้งประทับอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพราะในเวลาต่อมาทรงเสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางศิลาฤกษ์ทางคู่ขนานลอยฟ้า ถนนบรมราชชนนี เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2539 ซึ่งสร้างขึ้นตามแนวพระราชดำริในการบรรเทาปัญหาการจราจรฝั่งธนบุรี

          ทรงเล่นเรือกระดาษ ฉายแววพระอัจฉริยภาพด้านงานช่าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางกระดูกงูเรือ ต.91 ณ กรมอู่ทหารเรือ สำหรับเรือรักษาฝั่ง ต.91 เป็นเรือที่กองทัพเรือต่อขึ้นตามแนวพระราชดำริ เมื่อ พ.ศ. 2510 ที่จะให้กองทัพเรือสามารถออกแบบ และต่อเรือรบคุณภาพได้เอง

           ตอนเด็กทรงเล่นของเล่นต่างๆ ฉายแววพระอัจฉริยภาพด้านงานประดิษฐ์ พระองค์ทรงมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เมื่อเจริญพระชนมพรรษา ทรงประดิษฐ์กังหันชัยพัฒนา ที่ทรงออกแบบคิดค้นวิธีการโดยพระองค์เอง วิธีการของกังหันก็คือการหมุนน้ำให้น้ำได้รับออกซิเจน ทำให้น้ำที่เน่าเสียคืนสู่สภาพเดิม สามารถนำกลับมาใช้งานได้ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อประเทศไทย


          ทรงเก็บกิ่งไม้ แล้ววิ่งกลับมาปลูกไว้ริมคลอง แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพด้านเกษตรกรรม ในเวลาต่อมา เช่น โครงการอีสานเขียว โครงการพัฒนาการเกษตรอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินการอยู่ในศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และนำผลสำเร็จจากการศึกษาทดลองไปถ่ายทอดสู่ประชาชน

          พระอัจฉริยภาพด้านหัตถศิลป์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรง พระมหากรุณาธิคุณยิ่งใหญ่ต่อการพัฒนางานช่างของไทย เห็นได้จากผลงานฝีพระหัตถ์ที่ทรงไว้ตั้งแต่ ทรงพระเยาว์ และพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่เกื้อหนุนการสร้างสรรค์การช่าง แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสนพระราชหฤทัย และพระอัจฉริยภาพในงานช่าง พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยงานช่างตั้งแต่ยังทรงศึกษาอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และทรงประดิษฐ์ของเล่นด้วยพระองค์เอง เช่น เครื่องร่อน และเรือรบจำลอง เป็นต้น

            สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนหล่อหลอมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระอัจฉริยภาพในทุกๆ ด้าน ซึ่งนับเป็นรากฐานที่ดีงามที่ทรงนำมาใช้พัฒนาประเทศชาติในเวลาต่อมา
จากนั้นในปี พ.ศ. 2478 ได้ทรงเข้าศึกษาต่อที่เอโกล นูเวล เดอ ลา สวิส โลมองด์ ที่มีการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา จนถึงมัธยมศึกษา สายการเรียนที่พระองค์ทรงเลือกเรียนทางด้านภาษา คือ สายศิลป์ ภาษาละตินและภาษาอังกฤษ และมีการสอนวิชาพิเศษ คือ วิชาการทำสวนและวิชาช่างไม้
ในปี พ.ศ. 2488 พระองค์ทรงได้รับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์ จากโรงเรียนยิมนาส กลาสซิค กังโตนาล พระองค์ทรงรอบรู้หลายภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน และภาษาละติน แล้วทรงเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา โดยทรงเข้าศึกษาในแผนกวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเมืองโลชานน์

          เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 รัฐบาลได้กราบบังคมทูลอัญเชิญพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้า ภูมิพลอดุลยเดช พระชนมพรรษา 18 พรรษา ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และรัฐบาลได้แต่งตั้งผู้สำเร็จราชการ บริหารราชการแผ่นดินแทนพระองค์ เนื่องจากยังทรงพระเยาว์ และต้องทรงศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศ 

  
          เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2489 ได้เสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อ ณ กรุงโลซานน์ แม้พระองค์จะทรงโปรดวิชาวิทยาศาสตร์ แต่เพื่อประโยชน์ในการปกครองประเทศได้ทรงเปลี่ยนมาศึกษาวิชาการปกครองแทน เช่น วิชากฎหมาย อักษรศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ด้วยทรงเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ในพระราชกรณียกิจที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ต่อไป


“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม
เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปยังท้องที่ต่างๆ พร้อมทอดพระเนตรสภาพปัญหาในท้องที่เหล่านั้นด้วยพระองค์เอง พระองค์ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละปี เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระตำหนักตามภูมิภาคต่างๆ และจะทรงหาโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ใกล้เคียงอยู่เสมอ พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆ มากมาย อันนำมาซึ่งการยกระดับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยทั่วทั้งประเทศ 

“หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้เพื่อการเพาะปลูก
เพราะว่าชีวิตนั้นอยู่ที่น้ำ ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้”
         
          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นสืบราชสันตติวงศ์ต่อจากพระบรมเชษฐา ธิราช เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 9 แห่งบรมราชจักรีวงศ์ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 70 ปี ที่พระองค์ทรงครองราชย์ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอยู่เป็นนิจนานัปการ ด้วยพร้อมให้มหาชนชาวสยามถึงพร้อมด้วยประโยชน์สุข ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ได้ตั้งพระราชหฤทัยไว้ตั้งแต่สมัยเมื่อเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ดังปฐมบรมราชโองการที่ได้พระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย เมื่อครั้งพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 ความว่า 
          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักที่สุดพระองค์หนึ่งของโลก พระราชกรณียกิจของพระองค์มีมากมาย ทั้งในด้านการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านการเกษตร ด้านการศึกษา ด้านศาสนา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้านดนตรี ด้านศิลปะ วัฒนธรรม ด้านกีฬา ด้านการสื่อสาร และด้านการคมนาคม
          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปยังท้องที่ต่างๆ พร้อมทอดพระเนตรสภาพปัญหาในท้องที่เหล่านั้นด้วยพระองค์เอง พระองค์ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละปี เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระตำหนักตามภูมิภาคต่างๆ และจะทรงหาโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ใกล้เคียงอยู่เสมอ พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆ มากมาย อันนำมาซึ่งการยกระดับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยทั่วทั้งประเทศ
          ตั้งแต่ในด้านการเกษตร เกิดจากการเยี่ยมเยียนไต่ถามทุกข์สุขของเกษตรกร และทรงนำปัญหาต่างๆ มาทรงคิดหาหนทางช่วยเหลือบรรเทา จนเกิดเป็นโครงการพระราชดำริในด้านการชลประทาน ที่ทรงแก้ปัญหาภัยแล้ง อุทกภัย รวมถึงการบำบัดน้ำเสีย ดังที่ได้มีพระราชดำรัสในเรื่องนี้ว่า

“หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้เพื่อการเพาะปลูก
เพราะว่าชีวิตนั้นอยู่ที่น้ำ ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้”


          ด้านการแพทย์สาธารณสุข พระองค์ทรงถือว่าปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของประชาชน เป็นปัญหาสำคัญที่จะต้องได้รับการแก้ไข เช่นที่ได้มีพระราชดำรัสในตอนหนึ่งว่า

“ถ้าคนเรามีสุขภาพเสื่อมโทรม ก็จะไม่สามารถพัฒนาชาติได้ 
เพราะทรัพยากรที่สำคัญของประเทศชาติ ก็คือพลเมืองนั่นเอง” 

          ในการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในท้องที่ต่างๆ พระองค์จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา และแพทย์อาสาสมัคร ตามเสด็จฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะได้รักษาผู้ป่วยได้ทันท่วงที นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงริเริ่มโครงการด้านการแพทย์และสาธารณสุขอีกหลายโครงการ 

          ด้านการศึกษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงตระหนักว่าการศึกษาของเยาวชน คือพื้นฐานที่สำคัญของการพัฒนาชาติ ดังพระราชดำรัส ความว่า

“การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างและพัฒนาความรู้
ความคิด ความประพฤติ และคุณธรรมของบุคคล
หากสังคมและบ้านเมืองใดให้การศึกษาที่ดีแก่เยาวชนได้อย่างครบถ้วนในทุกๆ ด้านแล้ว
สังคมและบ้านเมืองนั้น ก็จะมีพลเมืองที่มีคุณภาพ
สามารถดำรงรักษาความเจริญมั่นคงของประเทศชาติไว้ และพัฒนาก้าวหน้าต่อไปโดยตลอด”


          พระองค์จึงได้ริเริ่มโครงการต่างๆ มากมายที่เกี่ยวกับการศึกษา พระองค์ทรงทราบดีว่า เด็กและเยาวชนไทยมิได้ขาดสติปัญญา หากแต่ด้อยโอกาส และขาดทุนทรัพย์สำหรับการศึกษา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อก่อตั้งกองทุนการศึกษา ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงอุดมศึกษา อาทิ มูลนิธิอานันทมหิดล ทุนเล่าเรียนหลวง ทุนมูลนิธิภูมิพล ทุนการศึกษาสงเคราะห์ในมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ฯลฯ เพื่อเป็นทุนการศึกษาในแก่นักเรียน และทรงให้การอุปถัมภ์โรงเรียนในพระราชูปถัมภ์ต่างๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งทรงมีพระราชดำริก่อตั้งมูลนิธิพระดาบส ในปีพ.ศ. 2519 เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา ขาดแคนทุนทรัพย์ ไม่มีอาชีพ ให้ได้รับโอกาสฝึกวิชาชีพ และฝึกอบรมคุณธรรมศีลธรรม เพื่อให้มีอาชีพ เลี้ยงตนเองได้ และช่วยเหลือครอบครัวได้ 

          นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ จะเสด็จฯ ยังสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ เพื่อพระราชทานปริญญาบัตรให้เป็นเกียรติประวัติและขวัญกำลังใจแก่นิสิตนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาในทุกๆ ปี

          และในปี พ.ศ. 2511 พระองค์ทรงริเริ่มโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โปรดเกล้าฯ ให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาต่างๆ เป็นผู้ดำเนินงาน

           พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงประกอบพระราชกรณียกิจด้านการศึกษา จนเป็นที่ประจักษ์ในพระปรีชาสามารถ ด้วยสายพระเนตรอันกว้างไกลในการพัฒนาคน นับเป็นคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงแก่การพัฒนาการศึกษาของไทย สมดั่งสมัญญานามว่า “พระผู้ทรงเป็นครูของแผ่นดิน” 

          ด้านศาสนา พระองค์ทรงเป็นประธานในพระราชพิธีเนื่องในวโรกาสต่างๆ เช่น พระราชพิธีบำเพ็ญกุศล ทรงสนับสนุนการสร้างศาสนสถาน ทั้งยังทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกของทุกศาสนาในประเทศไทย ไม่เฉพาะเพียงศาสนาพุทธ และเป็นที่ประจักษ์ว่า ทุกศาสนาร่มเย็นภายใต้พระบรมโพธิสมภารโดยแท้

          ด้านความมั่นคงภายในประเทศ ในช่วงระหว่าง ปีพ.ศ. 2510 - 2517 ยามที่ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ได้ยึดพื้นที่รอยต่อของจังหวัดเพชรบูรณ์ พิษณุโลก และเลย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการปะทะไปไม่น้อย

           พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ เยี่ยมผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ตลอดจนพระราชทานความช่วยเหลือและ ปลอบขวัญให้กำลังใจ ในพื้นที่อันเป็นที่สมรภูมิสงครามด้วยพระองค์เอง โดยมิเกรงกลัวต่อภัยอันตราย

            จึงอาจกล่าวได้ว่า “ไม่มีพื้นที่แห่งใดในประเทศไทย ที่พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ไม่เคยเสด็จไปถึง”

           ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปี ที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่พระองค์ทรงงานอย่างไม่เคยเว้น และทรงประกอบพระราชกรณียกิจอยู่เสมอ จึงนับเป็นช่วงเวลากว่า 70 ปี ที่พสกนิกรชาวไทยอยู่ได้อย่างร่มเย็น เป็นสุขภายใต้ร่มพระบารมี พระราชกรณียกิจทั้งหลายทั้งหลายที่พระองค์ทรงปฏิบัติ นับเป็น พระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่พระองค์มีต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย


อ้างอิง
-คัดลอกมาจาก บทความเรื่อง “พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย” ภานุมาศ ทักษณา (บรรณาธิการ)และคณะ. (2554). (พิมพ์ครั้งที่ 4). รอยยิ้มของในหลวง. กรุงเทพฯ: สำนักข่าวเจ้าพระยา
- คัดลอกมาจาก บทความเรื่อง “พ่อหลวงนักประดิษฐ์ จากสมองและสองมือนี้ที่สร้างสุขให้ปวงประชา” เข้าถึงได้จาก http://oknation.nationtv.tv/blog/theloveofmylife/2012/12/13/entry-1
- คัดลอกมาจาก บทความเรื่อง “พระราชกรณียกิจ ในช่วงทศวรรษ 2510” ทวีศักดิ์ หวังรังสีสถิตย์และคณะ. (2559). สดุดีมหาราชา เทิดไท้องค์ราชัน. กรุงเทพฯ: เพชรกะรัต


ผู้เข้าชม 5800 คน

« ย้อนกลับ