บุคคลต้นแบบ

9 มรดกแห่งพระอัจฉริยภาพ

9 มรดกแห่งพระอัจฉริยภาพ




ฝนหลวง

          พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำรัสเรื่องฝนหลวงครั้งแรกตั้งแต่ ปี 2498 หรือกว่า 60 ปีก่อน ในครั้งนั้นพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทางภาคอีสาน ทรงแหงนดูท้องฟ้าพบเมฆจำนวนมาก แต่พัดผ่านไปไม่ตกลงมาเป็นฝน จึงมีพระราชดำริเรื่องวิธีแก้ไขความแห้งแล้งในท้องถิ่นทุรกันดารว่า จะต้องหาวิธีทำให้เมฆตกลงมาเป็นฝน

          ระยะเริ่มต้น ฝนหลวงรู้จักในชื่อว่า ฝนเทียม นับเป็นวิชาการใหม่ซึ่งแม้แต่ในต่างประเทศก็ยังมีข้อมูลน้อย หลังจากการทดลองทำฝนเทียมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประสบทั้งอุปสรรคและความล้มเหลว แต่ด้วยทรงมุ่งมั่นติดตามผลการทดลองและพระราชทานข้อแนะนำอย่างใกล้ชิด จึงสามารถทำให้เกิดฝนตกในพื้นที่เป้าหมายในเวลาที่ต้องการ

          กรรมวิธีการทำฝนหลวง โดยทั่วไปมี 3 ขั้นตอน คือ ก่อกวน เลี้ยงให้อ้วน และโจมตี



          เรียกว่าการโจมตีแบบ Sandwich ซึ่งประสบความสำเร็จมาตั้งแต่ปี 2516 จนกระทั่งในปี 2552 เกิดวิกฤตภัยแล้งรุนแรง พระองค์พระราชทานเทคนิคการทำฝนหลวงแบบ Super Sandwich ที่พัฒนาประสิทธิภาพการทำฝนเทียมให้สูงขึ้นไปอีก พร้อมกับ “ตำราฝนหลวงพระราชทาน” ซึ่งสรุปเป็นภาพการ์ตูนคอมพิวเตอร์ด้วยพระองค์เอง ประมวลความรู้ทางวิชาการและขั้นตอนปฏิบัติการทำฝนหลวงไว้อย่างครบถ้วน ง่ายต่อการศึกษา และนำไปปฏิบัติภายในกระดาษเพียงหน้าเดียวเท่านั้น

          เทคโนโลยีฝนหลวงนับเป็นนวัตกรรมใหม่สุดของโลก ซึ่งได้จดสิทธิบัตรในยุโรป สหรัฐอเมริกา และจีน ภายใต้ชื่อ Weather Modification by Royal Rainmaking Technology

          ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เมืองไทยประสบวิกฤตภัยแล้ง คนไทยจึงตั้งความหวังกับ ฝนหลวงว่าจะช่วยดับทุก และอบอุ่นใจเสมอมาว่า เพราะมีในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงมีฝนหลวง



แก้มลิง

          แก้มลิงเป็นชื่อโครงการบริหารจัดการน้ำในฤดูหลาก เพื่อป้องกันและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในเขตใกล้ชายฝั่งทะเล โดยการระบายน้ำที่ไหลบ่ามาปริมาณมาก (ซึ่งไม่สามารถลงทะเลทันจึงเกิดน้ำท่วม) ไปเก็บในบ่อพักน้ำ รอจนปริมาณน้ำในทะเลลดลง จึงค่อยระบายน้ำจากบ่อพักน้ำลงทะเลไป

          แนวพระราชดำริเรื่องโครงการแก้มลิงนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานครั้งแรกเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เมื่อปี 2538 “…ลิงโดยทั่วไป ถ้าเราส่งกล้วยให้ ลิงก็จะรีบปอกเปลือก เอาเข้าปากเคี้ยวๆ และเอาไปเก็บที่แก้ม .. การนำเอากล้วยหรืออาหารมาสะสมไว้ที่กระพุงแก้มก่อนการกลืนนี้ เป็นพฤติกรรมตัวอย่างที่จะนำมาใช้ในการระบายน้ำท่วมออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังบริเวณทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของเจ้าพระยา...”

          สำหรับบ่อพักน้ำนั้น เป็นได้ทั้งลำคลอง หนองบึง หรือพื้นที่นา การจัดการตามโครงการนี้ยังต้องสร้างประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำ รวมถึงการขุดลอกคลอง การกำจัดวัชพืชในคลอง การสร้างและปรับปรุงคันกั้นน้ำ โดยจะเปิดประตูระบายน้ำ เมื่อระดับน้ำทะเลต่ำกว่าน้ำในแก้มลิง เพื่อระบายน้ำจากแก้มลิงสู่ทะเล และปิดประตูเมื่อระดับน้ำทะเลสูงกว่า เพื่อป้องกันการไหลย้อนกลับเข้าแก้มลิง

          ปัจจุบันโครงการแก้มลิง นอกจากจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ แล้ว ในหลายจังหวัดยังประยุกต์ใช้บึงน้ำหรือที่ดินสาธารณะเป็นแก้มลิงเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในฤดูน้ำหลากและเป็นแหล่งน้ำสำรองในฤดูแล้ง

          แก้มลิงเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งในพระอัจฉริยภาพของพระองค์ด้านการจัดการน้ำ ซึ่งมีโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริอื่นๆ อีกมาก เพราะทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งของน้ำที่มีต่อชีวิตของประชาชน ดังพระราชดำรัสว่า “หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น”



กังหันน้ำชัยพัฒนา

          ปัญหาน้ำเน่าเสียตามแหล่งน้ำต่างๆ ทำให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงคิดค้นประดิษฐ์กังหันน้ำชัยพัฒนาขึ้นเมื่อปี 2531 เพื่อเป็นเครื่องมือบำบัดน้ำเสีย บนหลักคิดว่าต้องผลิตได้เองในประเทศ และราคาไม่แพง พระองค์ทรงคิดค้นรูปแบบของกังหันน้ำชัยพัฒนาโดยได้รับแรงบันดาลพระราชหฤทัยจาก “หลุก” เครื่องวิดน้ำเข้านาอันเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน และทรงมอบให้ กรมชลประทานนำไปศึกษา พัฒนา และจัดสร้างโดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากมูลนิธิชัยพัฒนา

          กังหันน้ำชัยพัฒนาเป็นเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย มีชื่อรุ่นว่า Model RX-2 (RX-2 หมายถึง Royal Experiment แบบที่ 2) สามารถเพิ่มออกซิเจนในน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ติดตั้งทดลองใช้ครั้งแรกที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และวัดบวรนิเวศวิหารในปี 2532 ปัจจุบันมีการวิจัยพัฒนาแล้วถึง 9 รูปแบบ (Model RX-1 ถึง Model RX-9)

          วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2536 พระองค์ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์กังหันน้ำชัยพัฒนา นับเป็นสิ่งประดิษฐ์ประเภทเครื่องกลเติมอากาศที่ได้รับสิทธิบัตรเครื่องที่ 9 ของโลก และในปีต่อมา คณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดให้วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น “วันนักประดิษฐ์”

          กังหันน้ำชัยพัฒนาเป็นรูปธรรมหนึ่งในพระอัจฉริยภาพด้านการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย พระองค์มีพระราชดำริเรื่องการบำบัดน้ำเน่าเสียอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเพิ่มออกซิเจนในน้ำ การสร้างบ่อเปิดกลางที่โล่งแจ้ง ช่วยเติมอากาศโดยอาศัยธรรมชาติของลมและแสงแดด การใช้สาหร่ายในน้ำเพิ่มออกซิเจน การกำจัดอินทรียสารและสารพิษในน้ำด้วยผักตบชวา การใช้พืชจำพวกกก อ้อ หญ้า และป่าชายเลนเป็นระบบบำบัดและกรองน้ำ รวมไปถึงการบำบัดน้ำเสียที่ไม่ต้องลงทุนสร้างสิ่งใดเลย

          คือการอาศัยแรงโน้มถ่วงของโลก เพื่อให้น้ำดีช่วยไหลน้ำเสียตามฤดูกาลและสภาพภูมิประเทศอย่างเหมาะสม



โครงการหลวง

          โครงการหลวงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เมืองไทยมีปัญหาด้านความมั่นคงและการเมือง ความยากไร้ของหมู่บ้านในชนบท การก่อการร้ายและขบวนการค้ายาเสพติด รวมถึงการแผ่อิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ ขณะที่รัฐบาลพยายามดำเนินการปราบปรามโดยใช้กำลังตำรวจและทหาร แต่กลับยิ่งสูญเสียประชาชนไปเป็นแนวร่วมให้กับฝ่ายตรงข้าม โครงการหลวงจึงมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนในชนบท ซึ่งเป็นรากฐานของปัญหาหลายๆ อย่าง

          โครงการหลวงจึงมีจุดเริ่มต้นจากปี 2512 เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปบ้านแม้วดอยปุย และทรงพบว่าชาวแม้วที่ปลูกฝิ่นยังสามารถปลูกท้อพื้นเมืองลูกเล็กขายได้ในราคาดีเท่ากัน เป้าหมายของโครงการหลวงอยู่ที่การพัฒนาอาชีพให้ชาวเขา เพื่อเลิกการปลูกฝิ่นและการทำอาชีพผิดกฎหมายอื่นๆ โดยช่วยเหลือและส่งเสริมการปลูกพืชหมุนเวียนที่มีราคาสูง เช่น กาแฟ ไม้ดอกไม้ผลเมืองหนาว ซึ่งโครงการต้องศึกษาวิจัยทั้งด้านการปลูกพืชในที่สูง ชนิดของพืชที่เหมาะสมและการทำตลาด

          ด้วยพระบารมีจาการเสด็จฯ เยี่ยมเยียนชาวเขาแต่ละเผ่าในเขตพื้นที่ต่างๆ โดยไม่ทรงย่อท้อ และทรงเข้าถึงชาวเขา โดยเสด็จฯ เยี่ยมถึงในบ้าน ทรงร่วมเสวยเหล้าและรับเรื่องร้องทุกข์ต่างๆ ทำให้โครงการหลวงได้รับยอมรับ ในระยะแรกเรียกว่า “โครงการชาวเขา” แต่เนื่องจากชาวเขาเรียกพระองค์ว่า “พ่อหลวง” ต่อมาจึงเรียกชื่อโครงการว่า “โครงการหลวง”

          ปัจจุบันโครงการหลวงมีงานวิจัยด้านการเกษตรบนที่สูงกว่า 550 โครงการ วิจัยพืชพันธุ์ไม้ต่างๆ มากกว่า 50 ชนิด โดยมีผลผลิตจัดจำหน่ายสู่ตลาดในชื่อทางการค้าว่า “ดอยคำ”

          รวมทั้งพื้นที่โครงการหลวงหลายแห่งก็ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของประชาชนทั่วประเทศ เช่น โครงการหลวงอ่างขาง โครงการหลวงอินทนนท์



30 : 30 : 30 : 10

          สูตรตัวเลขนี้เป็นส่วนหนึ่งใน “ทฤษฎีใหม่” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระราชทานแก่พสกนิกร เพื่อใช้แก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ ในฤดูแล้งหรือเกิดฝนทิ้งช่วง เนื่องจากเกษตรกรมักใช้พื้นที่ทั้งเหมาะเพาะปลูกพืชผล โดยไม่มีแหล่งน้ำสำรองเป็นที่พึ่งของตนเอง



          ทฤษฎีใหม่มี 3 ขั้น ทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 คือ การบริหารจัดการที่ดินประมาณ 15 ไร่ ให้เกษตรกรพึ่งตนเองได้บนพื้นฐานของการประหยัด มีผลผลิตเป็นอาหารเพียงพอ ถ้าเหลือจึงขายเป็นรายได้ โดยแบ่งกิจกรรมในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในอัตราส่วน 30 : 30 : 30 :10 คือ ขุดสระเก็บน้ำ ปลูกข้าว ปลูกพืชสวน อย่างละร้อยละ 30 ของพื้นที่ และเป็นที่อยู่อาศัย คอกเลี้ยงสัตว์ อีกร้อยละ 10 ของพื้นที่

          ทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 2 คือ เมื่อเกษตรกรพออยู่พอกินแล้วให้รวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ ร่วมกันดำเนินการในด้านต่างๆ สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ตั้งแต่การผลิต การตลาด การสวัสดิการ ปัจจัยสี่ การศึกษา และสังคม

          ทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 3 คือ เมื่อผ่านขั้นที่ 2 แล้ว กลุ่มเกษตรกรจะสามารถติดต่อร่วมมือกับแหล่งทุน เช่น ธนาคาร บริษัทเอกชน ในลักษณะที่ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย เช่น บริษัทเอกชนซื้อข้าวเปลือกจากกลุ่มเกษตรกรโดยตรงในราคาต่ำ กลุ่มสหกรณ์ซื้อของกินของใช้ได้ในราคาที่ต่ำเพราะรวมกันซื้อเป็นจำนวนมาก
ทฤษฎีใหม่จึงเป็นแนวคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ ปฏิบัติได้จริง เป็นระบบความคิดที่มีลักษณะตามศัพท์ ซึ่งนิยมใช้กันในระยะหลังว่า “บูรณาการ” ขณะที่พระองค์พระราชทาน ทฤษฎีใหม่ นี้ มาตั้งแต่ปี 2537 แล้ว



ปลูกป่า 3 อย่างให้ประโยชน์ 4 อย่าง

          การปลูกป่า 3 อย่าง เป็นพระราชดำริในการปลูกป่า สำหรับใช้ประโยชน์ต่างกัน 3 ประเภท คือ การปลูกไม้ใช้สอย ไม้กินได้ ไม้เศรษฐกิจ ซึ่งให้ประโยชน์ตามการปลูกสามอย่าง และยังได้ประโยชน์อย่างที่ 4 เพิ่มขึ้นมา คือ การอนุรักษ์ดินและน้ำ เนื่องด้วยทรงตระหนักถึงความจำเป็นและความต้องการใช้ไม้ของประชาชน รวมทั้งความจำเป็นในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

          พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเข้าใจความสัมพันธ์ของดินน้ำและป่า อย่างเป็นระบบ ทรงห่วงใยปัญหาดินเสื่อมโทรมและป่าไม้ลดจำนวนลงมาตลอด พระองค์จึงมีพระราชดำริในเรื่องนี้หลายวิธี ตั้งแต่การปล่อยน้ำให้ป่าฟื้นฟูขึ้นเองตามธรรมชาติ การปลูกต้นไม้ช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าและช่วยรักษาดิน โดยปลูกทั้งไม้ยืนต้นที่มีทรงพุ่มสูง ให้ร่มเงา และพืชคลุมดิน เพื่อป้องกันความชื้นในดิน ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาดินเค็ม การปลูกพันธ์ไม้ท้องถิ่นเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมดั้งเดิม การปลูกพืชตระกูลถั่วหมุนเวียนเพิ่มแร่ธาตุในดิน ฯลฯ

          โดยเฉพาะพระองค์ทรงศึกษาค้นคว้าเรื่องการปลูกหญ้าแฝก เพื่อหยุดการพังทลายของดิน ช่วยให้ดินที่เสื่อมโทรมกลับมีความชุ่มชื้นและเพิ่มจุลินทรีย์ ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ให้ปลูกพืชผลหรือปลูกต้นไม้ได้ใหม่

          พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเข้าใจปัญหาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างลึกซึ้งว่า คนคือต้นเหตุสำคัญ การจะรักษาและฟื้นฟูธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้สำเร็จ คนจึงมีส่วนสำคัญที่สุด ดังพระราชดำรัสว่า “... ควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดินและรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง...”


ถนนวงแหวนอุตสาหกรรม

          ปัญหาจราจรจากการขนส่งและลำเลียงสินค้าระหว่างท่าเรือกรุงเทพฯ (คลองเตย) กับเขตอุตสาหกรรมย่านพระประแดง ปู่เจ้าสมิงพราย จังหวัดสมุทรปราการ คลี่คลายลงหลังโครงการถนนวงแหวนอุตสาหกรรมเสร็จสมบูรณ์ในปี 2549 ซึ่งประกอบด้วยสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาสองแห่ง คือ สะพาน ภูมิพล 1 สะพานภูมิพล 2 กับถนนวงแหวนอ้อมเมือง ตามแนวพระราชดำริที่พระราชทานไว้ตั้งแต่ปี 2538 ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้คนและความสูญเสียต่อเศรษฐกิจจากปัญหาวิกฤตจราจรลดลง

          พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงติดตามปัญหาจราจรอย่างใกล้ชิด โดยประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการจราจรด้วยพระองค์เองเป็นการส่วนพระองค์ในเวลาดึก เพื่อทรงตรวจสอบข้อมูลและผลกระทบจากการจราจร ทรงเห็นว่าปัญญาจราจรไม่ใช่ปัญหาเฉพาะคนเมือง แต่เป็นปัญหาระดับประเทศ ดังพระราชดำรัสว่า

          “การจราจรคับคั่งนี้เป็นปัญหาที่ยุ่งยาก และขอพุดคือประชาชนเดือดร้อน ประชาชนจะไปทำงานทำการต้องเสียเวลาบนถนน ระหว่าง 2 – 10 ชั่วโมง ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพของคนด้อยลงไป”

          ด้วยพระอัจฉริยภาพของพระองค์ในการเชื่อมประสานโครงข่ายจราจรอันซับซ้อนให้เชื่อมถึงกันอย่างเป็นระบบ แนวพระราชดำริที่พระราชทานมาตลอดเวลาหลายสิบปี จึงสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับบ้านเมืองเจริญขึ้นเป็นลำดับ ดังเช่น โครงการถนนรัชดาภิเษก (ถนนวงแหวนชั้นใน) โครงการถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก โครงการทางคู่ขนานลอยฟ้าถนนบรมราชชนนี โครงการสะพานพระราม 8 โครงข่ายจุตรทิศตะวันตก – ตะวันออก ฯลฯ
และด้วยความห่วงใยในพสกนิกร พระองค์ได้พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ในโครงการ “ตำรวจจราจรโครงการพราชดำริ” ซึ่งเป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วด้วยจักรยานยนต์ออกให้ความช่วยเหลือผู้เจ็บป่วย หญิงมีครรภ์ ในจุดที่การจราจรติดขัด เพื่อช่วยปฐมพยาบาลและนำส่งไปถึงโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด



พรปีใหม่

          “สวัสดีวันปีใหม่พา ให้บรรดาเราท่านรื่นรมย์ ฤกษ์ยามดีเปรมปรีดิ์ชื่นชม ต่างสุขสมนิยมยินดี

          ข้าวิงวอนขอพรจากฟ้า ให้บรรดาปวงท่านสุขศรี โปรดประทานพรโดยปราณี ให้ชาวไทยล้วนมีโชคชัย...”

          เพลงพรปีใหม่ ที่บรรเลงท่วงทำนองสนุกสนานรื่นเริงให้ความสุขแก่ประชาชนชาวไทยในวันปีใหม่ มาตลอดระยะเวลาหลาย 10 ปี เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ลำดับที่ 13 พระราชทานแก่พสกนิกรในวันปีใหม่ 1 มกราคม 2495 ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองขณะทรงพระประชวรและทรงให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงประพันธ์เนื้อร้อง

          พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเพลงไว้รวมทั้งสิ้น 48 เพลง ประกอบด้วยจังหวะทำนองที่หลากหลาย เช่น วอลซ์ สโลว์ ควิกเสต็ป มาร์ช ไลต์มิวสิก ฯลฯ ส่วนเนื้อร้องประพันธ์โดยบุคคลอื่นเป็นส่วนใหญ่ โดยมี 5 เพลง ที่ทรงพระราชนิพนธ์คำร้องเป็นภาษาอังกฤษ

          พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถในเครื่องดนตรีหลากหลาย เช่น เปียโน กีตาร์ โดยเฉพาะเครื่องเป่าแทบทุกชนิด เช่น แคลริเน็ต ทรัมเป็ต โอโบ ขลุ่ย แตร แต่เครื่องดนตรีที่พระองค์มักทรงเป็นประจำคือ แอลโตแซ็กโซโฟน และแคลริเน็ต
ด้วยพระอัจฉริยภาพในศิลปะแทบทุกแขนง เพราะทรงเป็นทั้งนักดนตรี นักแต่งเพลง ช่างภาพ ช่างต่อเรือ จิตรกร นักแปล นักเขียน และประติมากร คณะกรรมการวัฒนธรรมแก่งชาติ จึงได้ถวายพระราชสมัญญา “อัครศิลปิน” แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2529



พอเพียง พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน

          พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาตั้งแต่ปี 2517 และมีพระราชดำรัสอธิบายความหมายในเชิงปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นลำดับ ดังพระราชดำรัสในปี 2541 ว่า

          “...คือคำว่า พอก็เพียง พอเพียงนี่ก็พอดังนั้นเอง คนเราถ้าพอในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิดอันนี้ไม่เศรษฐกิจ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่า พอประมาณไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมีมากอาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่เบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณตามอัตภาพ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง...”

          หลักคุณสมบัติของความพอเพียงมีสามข้อคือ ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีไม่น้อยไม่มากเกินไป ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ไม่ก้าวกระโดดอย่างเสี่ยง ไม่ละโมบ ความมีเหตุผล หมายถึง การใช้เหตุผลพิจารณาปัจจัยต่างๆ และผลลัพธ์ของการปฏิบัติอย่างรอบคอบ ให้เกิดความเหมาะสมกับสภาพของแต่ละคน การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง ความไม่ประมาท การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในอนาคต มีการออม การกระจายความเสี่ยง และการร่วมมือ ช่วยเหลือแบ่งปันกัน

          ผลลัพธ์ของการปฏิบัติตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ ความสมดุล ความมั่นคง และความยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้ และเทคโนโลยี

          ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการยอมรับจากนานาชาติอย่างกว้างขวาง เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 สหประชาชาติโดย โคฟี อันนัน ในฐานะเลขาธิการสหประชาชาติ ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย “รางวัลความสำเร็จสูงสุดในการพัฒนามนุษย์” แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยประกาศพระราชสดุดีว่า

          “ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ได้ทรงมุ่งมั่นบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของปวงชนชาวไทยอยู่เป็นนิจศีล เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก จึงต่างกล่าวขานพระนามพระองค์ว่าทรงเป็น “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา” ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทมีพระราชหฤทัยเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตาต่อพสกนิกรผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส โดยไม่ทรงแบ่งแยกสถานะ ศาสนา ชาติพันธุ์ หรือหมู่เหล่า ทรงสดับรับฟังปัญหาความทุกข์ยากของราษฎรและพระราชทานแนวทางการดำรงชีวิตเพื่อให้ประชาชนของพระองค์สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

          ด้วยพระปรีชาสามารถในการเป็นนักคิดของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท และคุณูปการต่อการพัฒนายั่งยืนทำให้นานาประเทศตื่นตัวในการปรับรูปการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิดใหม่ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทที่มีต่อประชาราษฎร์ ที่ได้พระราชทานปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งชี้ถึงแนวทางการพัฒนาที่เน้นความสมดุลความพอประมาณ ความมีเหตุผล สำนึกในคุณธรรมและการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี พอที่จะต้านทานและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ จากกระแสโลกาภิวัตน์ ด้วยปรัชญาดังกล่าวนี้ สหประชาชาติจึงมุ่งเน้นเพียรพยายามและส่งเสริมการพัฒนาคน ให้ความสำคัญต่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชนเป็นเป้าหมายศูนย์กลางในการพัฒนา…”



อ้างอิง
*คัดลอกมาจาก บทความเรื่อง “9 มรดกแห่งพระอัจฉริยภาพ” โดย ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล, สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ นิตยสารสารคดี ปีที่ 32,ฉบับที่ 380 (2559):หน้า 187 - 195



ผู้เข้าชม 4030 คน

« ย้อนกลับ