บุคคลต้นแบบ

เจ้าฟ้านักการศึกษา




เจ้าฟ้านักการศึกษา


          เมื่อปี พ.ศ. 2501 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเริ่มเข้ารับการศึกษาระดับอนุบาลที่โรงเรียนจิตรลดา ซึ่งตั้งอยู่ภายในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต และทรงศึกษาต่อในโรงเรียนจิตรลดาจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและ ในปี พ.ศ. 2515 ก็ทรงสอบไล่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในแผนกศิลปะ ด้วยคะแนนสูงสุดของประเทศ
          หลังจากนั้น พระองค์ทรงสอบเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสามารถทำคะแนนสอบเอนทรานซ์เป็นอันดับ 4 ของประเทศ ซึ่งถือเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์แรกที่ทรงเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในประเทศ จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2520 พระองค์ทรงสำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง ด้วยคะแนนเฉลี่ย 3.98



          พระองค์ทรงเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ด้านจารึกภาษาตะวันออก (ภาษาสันสกฤตและภาษาเขมร) ณ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และสาขาภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต จากภาควิชาภาษาตะวันออก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในระหว่างนั้น มีพระราชกิจมากจนทำให้ไม่สามารถทำวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโทได้พร้อมกันทั้ง 2 มหาวิทยาลัย พระองค์จึงตัดสินพระทัยเลือกทำวิทยานิพนธ์เพื่อให้สำเร็จการศึกษาที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรก่อน โดยทรงทำวิทยานิพนธ์หัวข้อเรื่อง “จารึกพบที่ปราสาทพนมรุ้ง” ทรงสำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต และเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2522 หลังจากนั้น พระองค์ทรงทำวิทยานิพนธ์หัวข้อเรื่อง “ทศบารมีในพุทธศาสนาเถรวาท” ทรงสำเร็จการศึกษาได้รับปริญญา อักษรศาสตรมหาบัณฑิต จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2524

          จากนั้น พระองค์ทรงเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ณ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรี นครินทรวิโรฒ โดยพระองค์ผ่านการสอบคัดเลือกอย่างยอดเยี่ยมด้วยคะแนนเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาผู้เข้าสอบทั้งหมด และทรงเป็นนิสิตปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาพัฒนศึกษาศาสตร์ รุ่นที่ 4 พระองค์ทรงทำวิทยานิพนธ์ในหัวข้อเรื่อง “การพัฒนานวัตกรรมเสริมทักษะการเรียนการสอนภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย” เนื่องจากพระองค์ทรงตระหนักว่าสภาพการเรียนการสอนภาษาไทยนั้นมีปัญหา เพราะนักเรียนไม่ค่อยสนใจเรียนภาษาไทย มีความรู้ ความสามารถ ทักษะในการเข้าใจและใช้ภาษาไม่เพียงพอ พระองค์จึงทรงนำเสนอวิธีการสอนภาษาไทยในลักษณะนวัตกรรมเสริมทักษะการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมความสนใจในการเรียนภาษาไทยของนักเรียนและเป็นสื่อที่จะช่วยให้ครูสอนภาษาไทยได้ง่ายขึ้น พระองค์ทรงสอบผ่านวิทยานิพนธ์อย่างยอดเยี่ยม สภามหาวิทยาลัยอนุมัติให้ทรงสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอก เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2529

          สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีทรงตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาทุกรูปแบบมิได้จำกัดเฉพาะในห้องเรียน โดยมีสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถทรงเป็น “ครู” พระองค์แรกทรงสอนให้อ่านวรรณคดีไทยและหนังสือภาษาอังกฤษ ทรงจดและทรงท่องคำศัพท์ทรงเปียโน ทรงสวดมนต์ และทรงอ่านหนังสือพุทธศาสนา ทรงเล่าไว้ในบทพระราชนิพนธ์ตอนหนึ่งว่า... “เวลาไหนที่พอจะมีเวลาไม่มีพระราชกิจสมเด็จแม่ทรงใช้เวลาไปในการอบรมพวกเราเสมอ การอบรมทรงมีมาตรการหลายอย่างที่ได้ผล... สมเด็จแม่ทรงสอนให้รู้จักอดทนและภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติที่ด้อยโอกาสและมีความละอายใจถ้าไม่สามารถปฏิบัติตามหน้าที่ได้”

          สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสนพระทัยที่จะส่งเสริมและพัฒนาให้ประชาชนทุกหมู่เหล่า ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้ใหญ่ และตั้งแต่ผู้ไม่รู้หนังสือไปจนถึงผู้เรียนจบปริญญา ให้ใส่ใจแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง แม้แต่พระองค์เองก็มิเคยหยุดนิ่งที่จะแสวงหาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ

          สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชดำริว่าการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่จะค้ำจุนให้ประเทศพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยเหตุนี้จึงทรงส่งเสริมการเรียนการสอนให้มีการคิดและลงมือปฏิบัติ เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีเหตุมีผลเป็นวิถีชีวิต



          "...การศึกษาเป็นปัจจัยหลักในการสร้างและพัฒนาความรู้ ความคิด ตลอดจนความประพฤติและคุณงามความดีของบุคคล ให้บุคคลดำรงตนอยู่ในสังคมและในโลกได้อย่างมั่นคงและมีความสงบร่มเย็นได้ แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วเพียงใดก็ตาม..."

          สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเห็นถึงความสำคัญของหลักสิทธิมนุษยชน ทรงห่วงใยในความด้อยโอกาสทางการศึกษาของราษฎรทุกหมู่เหล่า ทั้งชนกลุ่มน้อย และประชาคมเมือง ทุกคนควรมีโอกาสได้รับการศึกษา ได้รับบริการจากภาครัฐโดยเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของประชาชน

          หากพูดถึง โครงการพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้านการศึกษาในเขตพื้นที่ทุรกันดาร “โครงการส่งเสริมคุณภาพการศึกษา” ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่เริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ เพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งประสบความขาดแคลนในหลายๆ ด้าน ให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับอย่างถูกต้อง ด้วยวิธีการและเทคโนโลยีที่จะช่วยให้นักเรียนได้รับความรู้ความเข้าใจในวิชาการอย่างดี พร้อมที่จะศึกษาต่อในระดับสูงต่อไปได้เท่าเทียมกับคนอื่นๆ และช่วยให้ครูโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ครูตำรวจตระเวนชายแดน” ซึ่งไม่ได้มีอาชีพครูโดยตรงทำหน้าที่ครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          โดยกิจกรรมหลักๆ ของโครงการนี้ คือ การพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนของครู การปรับแต่งภูมิทัศน์ อาคารสถานที่ และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมในการเรียน รวมถึงจัดห้องสมุดให้เป็นที่สำหรับการศึกษาค้นคว้าของนักเรียนและชุมชน



โครงการนักเรียนในพระราชานุเคราะห์ - ทุนพระราชทานเพื่อการศึกษา


          เนื่องด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงประจักษ์ว่า เด็กนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เมื่อสำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แล้ว ส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสศึกษาต่อในระดับสูงได้ เนื่องจากทางบ้านมีฐานะยากจน และตามชายแดนมักไม่มีโรงเรียนที่เปิดสอนในระดับสูง จึงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานพระราชานุเคราะห์ให้นักเรียนเหล่านั้นได้มีโอกาสศึกษาต่อตามความเหมาะสมของระดับสติปัญญา และความสามารถของแต่ละบุคคล เมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้นำความรู้ ที่ได้รับกลับไปพัฒนาชุมชนของตนเองต่อไป จึงทำให้เกิดโครงการนักเรียนในพระราชานุเคราะห์ และทุนพระราชทานเพื่อการศึกษา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2531 เป็นต้นมา



          ในส่วนการดำเนินกิจกรรมงานนักเรียนในพระราชานุเคราะห์ฯ ดำเนินงานทั้งในด้านการปรับปรุงพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้แก่นักเรียน ด้วยการฝึกอบรมให้ความรู้ทางวิชาการ แนะแนวทางการศึกษา และวางแผนการศึกษาในอนาคตให้แก่นักเรียน การปลูกฝังและเสริมสร้างจิตสำนึกในความเป็นไทย ให้มีความรักในถิ่นที่อยู่ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข รวมทั้งการติดตามดูแล ให้คำปรึกษาและช่วยเหลือนักเรียนทั้งในด้านการเรียน ความประพฤติ และการใช้จ่ายเงินพระราชทาน ตลอดจนส่งเสริมให้นักเรียนมีงานทำตามคุณวุฒิของนักเรียน

          นอกจากนี้ ยังมีนักเรียนในพระราชานุเคราะห์ฯ ซึ่งภายหลังจบการศึกษาแล้วได้กลับไปประกอบอาชีพในชุมชนบ้านเกิด และมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นและชุมชนของพวกเขาให้ดียิ่งขึ้นต่อไปด้วย


นำความรู้พัฒนาท้องถิ่น “โครงการบัณฑิตคืนถิ่น”


          อีกหนึ่งโครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มีจุดประสงค์ในการช่วยเหลือนักศึกษาท้องถิ่นทุรกันดาร เพื่อให้ได้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา นั้นคือ “โครงการบัณฑิตคืนถิ่น” ถือเป็นโครงการที่ให้เยาวชนที่ขาดโอกาสด้านการศึกษา ได้ศึกษาในระดับที่สูงขึ้น เพื่อนำความรู้ไปใช้พัฒนาท้องถิ่นของตนนั่นเอง

          โครงการนี้เป็นโครงการที่มีส่วนช่วยให้นักศึกษามีการฝึกฝนตนเอง และใช้ชีวิตอยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียง เช่น มีการทำแปลงเกษตร ปลูกผักกินกันเอง มีการทำกับข้าวกินกันเป็นกลุ่ม และยังมีอาจารย์มาให้ความรู้ มีการฝึกอาชีพ การบำเพ็ญประโยชน์ การสร้างจิตอาสา การพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา การศึกษาดูงาน และการออกค่ายอาสา เป็นต้น



          โดยนักศึกษาที่ได้รับพระราชทานทุนในโครงการบัณฑิตคืนถิ่น ถือว่ามีแรงผลักดันให้มีความมุ่งมั่น ตั้งใจเรียน เพื่อกลับไปทำงานในพื้นที่ถูมิลำเนา และยังเป็นการสร้างโอกาสที่ดีที่จะตอบแทนบ้านเกิดหรือท้องถิ่นใกล้เคียงในชนบทของนิสิตนักศึกษาด้วย



โครงการพระราชดำริ โรงเรียนพี่ - โรงเรียนน้อง


          “เราต้องการให้ทุกคนมีความมั่นคง มีความเป็นสุข อยู่ดีกินดี มีโอกาสในชีวิตที่จะได้รับความรู้และฝึกฝนความสามารถ สามารถที่จะสร้างความก้าวหน้าให้แก่ตัวเองได้ ให้เท่าเทียมกันทุกคน” พระราชดำรัส สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี



          ตามพระราชดำริแล้ว “โรงเรียนน้อง” คือโรงเรียนประถม ๒๒ โรงเรียน ในพื้นที่ห่างไกลในถิ่นทุรกันดารภายในแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร และสำหรับ “โรงเรียนพี่” หมายความถึงโรงเรียนรัฐบาล และเอกชนในกรุงเทพมหานคร ที่มีศักยภาพทางวิชาการ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของสังคม ครู และนักเรียนมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีถึงปานกลาง มีความสามารถและความพร้อมที่จะแบ่งปันสิ่งที่มีแก่ผู้ที่ด้อยโอกาสกว่า เพื่อให้นักเรียนในโรงเรียนน้องได้มีโอกาสดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ และได้รับโอกาสในการศึกษาเท่าเทียมกันกับนักเรียนในที่อื่นๆ

          รวมถึงเพื่อเปิดโอกาสให้ครู นักเรียน และผู้ปกครองของนักเรียน โรงเรียนพี่และโรงเรียนน้องได้พบปะ สังสรรค์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และช่วยเหลือแบ่งปันกันทั้งในด้านวิชาความรู้ ในด้านจิตใจที่รัก และเอื้ออาทรต่อกัน ตลอดจนด้านวัตถุปัจจัยที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาเด็กในด้านต่างๆ ให้เป็นคนที่สมบูรณ์ และเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของประเทศชาติต่อไป

          ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนพี่และโรงเรียนน้อง เริ่มขึ้นด้วยครูและนักเรียนโรงเรียนพี่เดินทางไปเยี่ยมเยือนโรงเรียนน้อง พร้อมด้วยอุปกรณ์ทางการศึกษา อุปกรณ์กีฬา อาหาร ยาสามัญ ประจำบ้าน เสื้อผ้า รองเท้า และเงินสนับสนุน ต่อมาโรงเรียนพี่ได้รับความร่วมมือจากองค์การยูเนสโกในการจัดอบรมครูโรงเรียนน้อง เกี่ยวกับวิธีการสอนภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และสังคมศึกษา ความสัมพันธ์อันดีระหว่างโรงเรียนพี่และโรงเรียนน้องเพิ่มขึ้น เมื่อมีการเดินทางไปเยี่ยมเยือนเป็นประจำ การแบ่งปันสิ่งของ ซึ่งได้สร้างวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา


โครงการผลิตครูโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน




          ไม่เพียงแต่ทรงให้ความช่วยเหลือและส่งเสริมคุณภาพการศึกษาแก่นักเรียนและนักศึกษาในเขตพื้นที่ทุรกันดารเท่านั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งกับ “พล.ต.ท.คำรณ ลียะวณิช” ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ด้วยพระเมตตาและห่วงใยศิษย์เก่าที่เรียนจบจากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนแล้วไปอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่

          ดังนั้น จึงได้จัดทำ “โครงการผลิตครูโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน” หรือโครงการครุทายาทขึ้น และต่อมาเมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2540 สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงอนุมัติให้กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ผลิตครูโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนขึ้น เพื่อสนองงานโครงการตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่ทำหน้าที่ครูในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน

          โครงการครุทายาทของตำรวจตระเวนชายแดน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีต่อโรงเรียนและนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนอย่างหาที่สุดมิได้ ซึ่งทำให้ศิษย์เก่าเหล่านั้นได้มีงานทำ สามารถนำความรู้และประสบการณ์ไปพัฒนาโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนและท้องถิ่นบ้านเกิดของตนเองให้เจริญยั่งยืนสืบไป

          เมื่อวันที่ 24 มีนาคมพ.ศ. 2548 นายโคอิชิโร มัตสึอูระ ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายใบประกาศนียบัตรและใบประกาศแต่งตั้งให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่ง ทูตสันถวไมตรีแห่งองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ด้านการส่งเสริมศักยภาพของเด็กชนกลุ่มน้อย ด้วยการศึกษาและอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม (UNESCO Goodwill Ambassador for the Empowerment of Minority Children and the Preservation of their Intangible Cultural Heritage)



          สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาเป็นเวลานาน พระองค์ทรงให้ความสนใจทั้งในด้านการพัฒนาอาชีพ และการพัฒนาพื้นที่ในแหล่งทุรกันดารให้ดีขึ้น ทั้งด้านสุขภาพอนามัย การศึกษา เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะงานด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน โครงการต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น หากแต่ยังขยายออกไปสู่ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งลาว กัมพูชา เวียดนาม และพม่า แสดงให้เห็นว่าพระเมตตาของพระองค์นั้นไม่ได้จำกัดเฉพาะประชาชนชาวไทย หากแต่ยังเผื่อแผ่ไปยังประชาชนของประเทศเพื่อนบ้าน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศเหล่านั้น ให้มีสุขภาพดี มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งส่งผลถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ทั้งในระดับรัฐบาลและระหว่างประชาชนให้แน่นแฟ้นเป็นผลได้เพิ่มเติมอีกประการหนึ่งด้วย

          โครงการตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ถูกนำไปเผยแพร่ในหลายประเทศในภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก ในฐานะที่ทรงเป็นทูตสันถวไมตรีแห่งองค์การยูเนสโกด้าน “การเสริมสร้างศักยภาพของเด็กชนกลุ่มน้อย ด้วยการศึกษา และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม” โดยองค์การยูเนสโกได้รับเกียรติดำเนินงานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ตั้งแต่ปี 2549 ในการดำเนินโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนที่ประเทศ กัมพูชา ลาว เวียดนาม รวม 21 โรงเรียน การดำเนินโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ และกระทรวงศึกษาธิการ ของทั้ง 3 ประเทศที่เข้าร่วมโครงการ

          ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการศึกษาของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คือ โรงเรียนวัฒนธรรมชนเผ่าเด็กกำพร้า (หลัก 67) ที่ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2519 โดยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลลาวกับองค์กรการกุศลจากประเทศต่างๆ เพื่อรองรับเด็กกำพร้าสมัยสงครามที่มีก่อนปี 2518 เด็กขาดที่พึ่ง และเด็กจากครอบครัวยากจนทั่วประเทศ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณที่จะดำเนินการ ส่งผลให้นักเรียนขาดแคลนที่พัก อาหาร และน้ำ เพื่อการอุปโภคและบริโภค และเป็นโรคขาดสารอาหาร

          สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ครั้งแรกระหว่างวันที่ 15 - 22 มีนาคม พ.ศ.2533 ได้มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคทุนทรัพย์โดยเสด็จพระราชกุศลเป็นเงิน 12 ล้านกีบ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำเงินไปก่อสร้างเรือนนอนให้แก่โรงเรียนวัฒนธรรมเด็กกำพร้า พระราชทานชื่อว่า “อาคารสิรินธร” โดยมีพระราชดำริที่จะช่วยเหลือนักเรียนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในรูปแบบของโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน โดยนำแนวทางที่ดำเนินการในประเทศไทยมาประยุกต์ใช้ และสนับสนุนการประกอบอาชีพเสริม อาทิ อบรมการทำขนม อบรมช่างไฟฟ้า ช่างไม้ ฯลฯ เพื่อให้นักเรียนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

          ในปี พ.ศ. 2535 ทรงพระราชดำริพระราชทานความช่วยเหลือกัมพูชา ในการก่อตั้งวิทยาลัยกำปงเฌอเตียล ณ จังหวัดกำปงธม ประเทศกัมพูชา โดยพระราชทานเงินค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างอาคารสถานที่ต่าง ๆ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนแก่นักเรียน เพื่อให้มาศึกษาต่อในประเทศไทยในหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตและหลักสูตรอาชีวศึกษา เพื่อนำความรู้กลับไปสอนและพัฒนาการจัดการศึกษาของวิทยาลัย รวมทั้งทรงสนับสนุนการศึกษาด้านนาฏศิลป์และดนตรี 

  
 
          โครงการความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ในการพัฒนาเด็กและเยาวชน ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ โรงเรียนประถมศึกษาดากุง ปาตัก เมืองซิซอน จังหวัดซูริเกาเหนือ โรงเรียนประถมศึกษาบานายอน เมืองดากามี จังหวัดเลย์เต โรงเรียนประถมศึกษาบากองมายอง และโรงเรียนประถมศึกษาอิซาอัส ตาปาเลส เมืองอันติโปโล จังหวัดริซาล โดยพระองค์ได้พระราชทานอาคารเรียน ที่พระราชทานพระราชทรัพย์ให้จัดสร้างขึ้นทดแทนอาคารหลังเดิมที่ถูกพายุพัดเสียหายให้กับทางโรงเรียน

          ด้วยพระราชหฤทัยแน่วแน่ที่จะทำโรงเรียนให้เป็นศูนย์กลางในการดำเนินโครงการพัฒนาโภชนาการและสุขภาพอนามัยของนักเรียน เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและการมีคุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้น กิจกรรมในโครงการตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครอบคลุมถึงการพัฒนาโครงการเกษตรในโรงเรียน การแนะนำโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียน และการตรวจสุขภาพ โดยอยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของชุมชน และวัฒนธรรมท้องถิ่น

          เป็นที่ทราบกันดีว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระปรีชายิ่งด้านการศึกษา ทรงริเริ่มการทรงงานในโครงการต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม และทรงดูแล จนแนวพระราชดำริต่างๆเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ อีกทั้งยังทรงได้รับการยกย่องเฉลิมพระเกียรติคุณจากหลายองค์การในระดับนานาชาติว่า ทรงเป็นผู้นำและผู้รู้จริงจากการปฏิบัติในการพัฒนาการศึกษาให้ถ้วนทั่วแก่ทุกกลุ่มชนในถิ่นทุรกันดาร รวมถึงผู้ด้อยโอกาส สอดคล้องกับเป้าหมายของยูเนสโกเรื่อง “การศึกษาเพื่อทุกคน” หรือ “Education for All”



          จากการทรงงานพัฒนางานทางด้านการศึกษาของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทำให้พระองค์ได้รับการทูลเกล้าถวายรางวัลในระดับนานาชาติมากมาย อาทิ
เมื่อปี พ.ศ.2539 สมาชิกภาพกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยลอนดอน สหราชอาณาจักร (Honorary Fellowship School of Oriental and African Studies University of London : SOAS) ทูลเกล้าถวายแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยพระกรณียกิจที่โดดเด่นในการส่งเสริมความก้าวหน้าทางการศึกษาของเอเชีย



          ปี พ.ศ. 2555 ทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาอักษรศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยหลิ่งหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณในฐานะที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ เพื่อพัฒนาความเจริญของประเทศไทยในด้านต่างๆ อาทิ การศึกษา การสาธารณสุข ศิลปวัฒนธรรม และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

          สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นับเป็นพระผู้เป็นแบบฉบับของนักการศึกษาตลอดชีวิตที่ดี พยายามแสวงหาความรู้ความเข้าใจสู่พระองค์เองตลอดเวลา โดยมิได้ทรงถือว่า สำเร็จการศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิตหรือเป็นผู้ที่มีสมบัติปัญญาเฉลียวฉลาด ได้รางวัลเหรียญทองในการเรียนแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้จากชาวนาชาวไร่ หรือบุคคลอื่นใดอีก

          ภาพที่พสกนิกรชาวไทยมักจะได้พบเห็นเมื่อเสด็จพระราชดำเนินไป ณ ที่เป็นพระจริยาวัตรของการทรงสมุดบันทึกเหตุการณ์ ข้อมูล ความรู้ที่พระองค์ได้รับจากบุคคลทุกระดับ และสิ่งแวดล้อมรอบพระองค์ ที่จะทรงนำวิเคราะห์วินิจฉัย เพื่อเป็นองค์ความรู้รวบยอดของพระองค์เองหรือทรงถ่ายทอดให้ผู้อื่นต่อไป นับเป็นพระจริยาวัตรที่ยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือนในความเป็นผู้ใฝ่หาความรู้อย่างแท้จริง นอกจากความตื่นตัวต่อการศึกษาแล้ว พระองค์ทรงสนับสนุนอยากฝึกให้เด็กไทยมีความเป็นผู้ช่างสังเกต และได้สัมผัสกับสิ่งแวดล้อม เพราะสามารถช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ และนำมาปฏิบัติได้




อ้างอิง

คัดลอกมาจาก บทความเรื่อง “พระราชประวัติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี” เข้าถึงได้จาก http://www.thaiembassy.se/th/component/content/article/394
คัดลอกมาจาก บทความเรื่อง “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี” เข้าถึงได้จากhttp://www.photoontour.com/SpecialPhotos_HTML/data_king_family/Prathep_01.htm



ผู้เข้าชม 13919 คน

« ย้อนกลับ