บุคคลต้นแบบ

ธ ทรงเป็นทูตสันถวไมตรี ในการเจริญความสัมพันธ์กับต่างประเทศ






          สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์ที่ 3 ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2498 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ได้รับพระราชทานพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์

          ด้วยเหตุที่ทรงบำเพ็ญพระราชกิจจานุกิจนานัปการอันเป็นประโยชน์แก่แผ่นดินและราษฎร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สถาปนาพระราชอิสริยยศ และพระราชอิสริยศักดิ์ เป็น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ในการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม พ.ศ. 2520 และจากพระวิริยะอุตสาหะในการทรงศึกษาหาความรู้และบำเพ็ญพระราชกิจนานัปการ พระเกียรติคุณ เป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้ง ทั้งในราชอาณาจักร และนานาชาติ จึงทรงรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แห่งราชอาณาจักรไทย และทรงรับการทูลเกล้า ฯ ถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ

          ในด้านการเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศครั้งแรก เมื่อมีพระชนมายุเพียง 5 พรรษา ในการโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จ ฯ เยือนสหรัฐอเมริกา และประเทศในยุโรปอีก 13 ประเทศ อย่างเป็นทางการ รวมเวลาประมาณ 7 เดือนเศษ (14 มิถุนายน พ.ศ. 2503 - 18 มกราคม พ.ศ. 2504) และเมื่อมีพระชนมายุ 11 พรรษา ได้ตามเสด็จต่างประเทศอีกครั้ง ในการเสด็จ ฯ เยือนสหราชอาณาจักร เป็นการส่วนพระองค์ (7 กรกฎาคม - 7 ตุลาคม พ.ศ. 2509)


          เมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เจริญพระชันษาขึ้น และทรงเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยแล้ว ทรงได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เสด็จฯ เยือนรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เพื่อทอดพระเนตรศูนย์ศิลปหัตถกรรมพื้นเมือง ในเดือน สิงหาคม 2516 และในปีเดียวกัน ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯให้เสด็จ ฯ แทนพระองค์ไปทรงร่วมพระราชพิธีพระบรมศพ สมเด็จพระเจ้ากุสตาฟที่ 6 อดอล์ฟ ณ กรุงสตอกโฮล์ม ราชอาณาจักรสวีเดน (23 - 30 กันยายน พ.ศ. 2516) ในโอกาสนี้ ได้เสด็จฯ เยือนกรุงบรัสเซลส์ และกรุงลอนดอนด้วย

          การเสด็จฯ เยือนต่างประเทศของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี นอกจากจะเป็นการทรงงานเพื่อเสริมสร้างสัมพันธไมตรี และความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศแล้ว ยังเป็นโอกาสที่จะได้ทอดพระเนตรกิจการด้านต่างๆ ชีวิตความเป็นอยู่ สังคม วัฒนธรรม ความก้าวหน้าทางวิทยาการ และเทคโนโลยีในแต่ละประเทศ ได้ทรงพบปะบุคคลสำคัญ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้นำประเทศ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ในหลายสาขาวิชา และนำความรู้จากประสบการณ์เหล่านั้นมาปรับใช้ในการทรงงานในประเทศไทยต่อไป ดังที่ได้ทรงปรารภไว้ในหนังสือ “ย่ำแดนมังกร” ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นจากบันทึกการเสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรก ความตอนหนึ่งว่า



          “... ข้าพเจ้าถือว่าการที่ได้ท่องเที่ยวไปในโลกกว้างทั้งในประเทศและนอกประเทศ เป็นการที่เราจะได้โอกาสศึกษาความเป็นไปของธรรมชาติและสังคม แม้ว่าชั่วชีวิตของคนจะน้อยนัก เมื่อเทียบกับชีวิตของธรรมชาติ ภูเขา ทะเล และแม่น้ำ แต่เราอาจจะใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่าในการเรียนรู้ชีวิต เพื่อรับใช้สังคมและประเทศชาติที่เราอาศัยอยู่ การที่ได้ไปที่อื่นนอกจากบ้านเกิดเมืองนอนก็ดีไปอย่างหนึ่ง คือ ได้เห็นว่าคนอื่นเขาทำอย่างไรกับชาติของเขา ยิ่งได้เป็นแขกของรัฐบาลอย่างนี้ยิ่งดีใหญ่ เพราะเขาย่อมจะพยายามเลือกสรรให้เราดูสิ่งที่เขาคิดว่าดีที่สุด ซึ่งเราจะได้โอกาสทราบทัศนคติ และค่านิยมในสังคมปัจจุบันของประเทศนั้นๆ ส่วนดีบางส่วนของเขาอาจจะพอเข้ากับพื้นฐานของเรา และเป็นสิ่งที่เรายังนึกไม่ถึงเราก็จะได้ทำเป็นการรับเอาวัฒนธรรมต่างชาติมากลั่นกรอง ดีกว่านั่งอยู่บ้าน แล้วดูดซึมเอาของดีบ้างไม่ดีบ้างของเขามาโดยไม่รู้ตัว....”

          การเสด็จฯ เยือนต่างประเทศในแต่ละครั้ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จะทรงเลือกระยะเวลาที่ทรงว่างจากพระราชภารกิจภายในประเทศ และจะเตรียมพระองค์ล่วงหน้าก่อนอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องที่เกี่ยวกับประเทศ และสถานที่ต่างๆ ที่จะเสด็จฯ ไปทอดพระเนตร ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประเพณีวัฒนธรรม บุคคลที่ต้องทรงพบ ความเป็นอยู่ของประชาชน ตลอดทั้งความรู้เกี่ยวกับสถานที่ และสิ่งที่มีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตร ทั้งหมดนี้สถานเอกอัครราชทูตไทยในแต่ละประเทศ จะจัดเตรียมข้อมูล เอกสาร หนังสือ และสื่ออื่นๆ ที่จะสามารถจัดถวายได้ ส่งเข้ามาทูลเกล้าฯ ถวายก่อนเป็นการล่วงหน้า สำนักราชเลขาธิการจะจัดทำเอกสารสังเขปประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศนั้นๆ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงศึกษาเป็นเบื้องต้นด้วย

          การเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สามารถจำแนกออกได้เป็นหลายลักษณะ ดังนี้

1. การเสด็จฯ แทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จฯ
แทนพระองค์ไปทรงร่วมงานพระราชพิธีและงานพิธีในต่างประเทศหลายครั้ง

          พ.ศ. 2523 เสด็จฯ แทนพระองค์ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ไปทรงร่วมงานพระราชพิธีสถาปนาเจ้าฟ้าหญิงเบียทริกซ์ขึ้นครองราชย์ เป็นสมเด็จพระราชินีแห่งเนเธอร์แลนด์ ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์

          พ.ศ. 2543 เสด็จฯ แทนพระองค์ไปทรงร่วมในพระราชพิธีพระศพสมเด็จพระจักรพรรดินีนางาโก
ณ ประเทศญี่ปุ่น

          พ.ศ. 2544 เสด็จฯ แทนพระองค์ไปทรงวางศิลาฤกษ์มหาเจดีย์ ณ วัดกุสินาราเฉลิมราชย์ รัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย และเสด็จ ฯ แทนพระองค์ ไปทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล Franklin Delano Roosevelt International Disability Award ประจำปี 2544 ณ องค์การสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

          พ.ศ. 2547 เสด็จฯ แทนพระองค์ ไปทรงร่วมในพระราชพิธีพระศพสมเด็จพระชนนีจูเลียน่าแห่งเนเธอร์แลนด์
วันที่ 29 – 30 เมษายน พ.ศ. 2556 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงร่วมพระราชพิธี เจ้าชายวิลเลม อเล็กซานเดอร์ มกุฎราชกุมารแห่งเนเธอร์แลนด์ เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งเนเธอร์แลนด์ ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์



2. การเสด็จฯ ไปทรงร่วมการประชุม

          พ.ศ. 2526 เสด็จฯ ไปทรงร่วมการประชุมผู้นำสภากาชาด สภาเสี้ยววงเดือนแดง กลุ่มประเทศอาเซียน ครั้งที่ 5 ที่ประเทศมาเลเซีย ในฐานะอุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย และหัวหน้าคณะผู้นำสภากาชาดไทย

          พ.ศ. 2531 เสด็จฯ ไปทรงร่วมการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกหนังสือ สำหรับเยาวชนระหว่างชาติ และทรงเป็นกรรมการตัดสินหนังสือดีเด่น สำหรับเยาวชนทั่วโลก ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของ International Board on Books for Young People (IBBY) ณ เมืองโบโลญญา สาธารณรัฐอิตาลี

          พ.ศ. 2545 เสด็จฯ ไปทรงร่วมการสัมมนาทางวิชาการ ระหว่างประเทศ ว่าด้วยการให้การศึกษา หลังประถมศึกษาแก่ผู้ลี้ภัย ครั้งที่ 1 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

          พ.ศ. 2558 เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ทรงเปิดการสัมมนาในหัวข้อ "พัฒนาการและความคิดริเริ่ม เนื่องในโอกาสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา และการครบรอบ 40 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน" ณ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง



3. การเสด็จ ฯ ไปทรงรับรางวัลเกียรติยศ หรือตำแหน่งเกียรติยศ

          พ.ศ. 2537 เสด็จฯ ไปทรงรับรางวัลรามอน แมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ประจำปี พ.ศ. 2534 มูลนิธิรามอน แมกไซไซ ทูลเกล้าฯ ถวาย โดยทรงเข้ารับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล ณ ศูนย์วัฒนธรรมฟิลิปปินส์ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2534

          พ.ศ. 2542 สมาคมวัฒนธรรมอิตาเลียน (The Italian Cultural Association) ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล “The Arcangelo Cultural Prize” ด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสนับสนุนในการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างอิตาลีและไทยอย่างต่อเนื่อง

          พ.ศ. 2547 เสด็จฯ ไปทรงรับตำแหน่งทูตพิเศษของโครงการอาหารโลกแห่งองค์การสหประชาชาติ ณ กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี

          พ.ศ. 2548 เสด็จ ฯ ไปทรงรับรางวัลอินทิรา คานธี เพื่อสันติภาพ การลดอาวุธ และการพัฒนา พระองค์ทรงได้รับการคัดเลือกให้ได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลอินทิรา คานธี ประจำปี 2547 จากพระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติเพื่อมวลมนุษยชาติ โดยทรงเข้ารับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล ณ ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ซึ่งนับเป็นลำดับที่ 19 ของผู้ที่ได้รับรางวัลนี้

          พ.ศ. 2549 รัฐบาลสาธารณรัฐชิลี ทูลเกล้าฯ ถวาย เหรียญเกียรติยศ The International Presidential Honor Medal for Centenary of Pablo Neruda สำหรับผลงานที่โดดเด่นในการส่งเสริมวรรณกรรม ภาษา วัฒนธรรม และศิลปะ



4. การเสด็จฯ ในฐานะพระราชอาคันตุกะหรืออาคันตุกะของรัฐบาลอย่างเป็นทางการ

          ด้วยพระวิริยะอุตสาหะในการศึกษาเรียนรู้ทุกเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ รวมทั้งทรงพระปรีชาสามารถในการส่งเสริมพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้นในทุกด้าน ทั้งการดูแลสุขภาพ การศึกษาของเด็กและเยาวชน การสังคมสงเคราะห์ ตลอดจนส่งเสริมอาชีพแก่ประชาชนชาวไทยรวมถึงประชาชนในต่างประเทศที่ด้อยโอกาสอย่างต่อเนื่อง หน่วยงานรัฐบาลและมหาวิทยาลัยในต่างประเทศหลายแห่ง จึงได้ขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ถวายปริญญากิตติมศักดิ์และพระเกียรติคุณแด่พระองค์มากมายหลากหลายด้าน ที่สำคัญ อาทิ




          พ.ศ. 2530 เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐอินเดีย ทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวรรณคดี (สันสกฤต) จากมหาวิทยาลัยเดลี

          พ.ศ. 2534 เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาลทั้ง 3 ประเทศ โอกาสนี้ ทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวาย และปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาสังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยจุงอัง

          พ.ศ. 2558 เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐทาจิกิสถาน ทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาประวัติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติทาจิก



5. การเสด็จ ฯ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของสถาบันราชการ หรือสถาบันเอกชน

          พ.ศ. 2532 เสด็จฯ เยือนราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของสถาบัน
ไอทีซี (International Institute for Aerospace Survey and Earth Sciences - ITC) เพื่อทรงเข้าร่วมการอบรมทางด้านการจัดหลักสูตรด้านสำรวจ การจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และเป็นพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ของสมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์แห่งเนเธอร์แลนด์ด้วย

          พ.ศ. 2532 เสด็จ ฯ เยือนราชอาณาจักรนอร์เวย์ เพื่อทรงเปิดพิพิธภัณฑ์เมืองนอร์ดแคปป์ ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของสโมสรโรตารี กรุงเทพมหานคร โดยได้รับความร่วมมือจากสโมสรโรตารีนอร์เวย์ และในคราวเดียวกันทรงได้รับเชิญจากพระเจ้าโอลาฟที่ 4 แห่งนอร์เวย์ ให้เข้าเฝ้าฯ และรับพระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารกลางวัน

          พ.ศ. 2534 เสด็จ ฯ เยือนเนการาบรูไนดารุสซาลาม ตามคำกราบบังคมทูลเชิญจากราชสมาคมภูมิศาสตร์ของอังกฤษ ร่วมกับโครงการป่าเมืองร้อนแห่งบรูไน (Brunei Rain Forest Project 1991 - 92) เพื่อทอดพระเนตรโครงการอนุรักษ์ป่าเขตร้อนของบรูไน และทรงได้รับเชิญให้เป็นแขกของรัฐบาลในคราวเดียวกัน

          พ.ศ. 2553 เสด็จ ฯ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเสด็จฯ ไปทรงเป็นประธานในพิธีเปิดโรงเรียนพระราชทานประถมศึกษาเซียนเผิ่งลู่ สิรินธร เมืองเหมียนหยาง

          พ.ศ. 2554 เสด็จ ฯ เยือนสหราชอาณาจักร ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของประธานคณะกรรมการประจำคณะเอเชียและตะวันออกกลางศึกษา เพื่อทรงเยือนมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ทั้งจะทรงร่วมงาน "ฉลองครบรอบ ๒๐ ปี ดนตรีไทยในสหราชอาณาจักร" ณ มหาวิทยาลัยลอนดอน ในโอกาสครบ 20 ปี ของการก่อตั้งชมรมดนตรีไทยแห่งสหราชอาณาจักร ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี



6. การเสด็จฯ ในฐานะพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ของประมุขของประเทศ

          ดังเช่น การเสด็จฯ ไปเฝ้า ฯ สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งเบลเยียม ตามคำเชิญ หรือตามที่มีพระราชประสงค์จะเสด็จฯ ไปเฝ้าฯ ในโอกาสต่างๆ ระหว่างที่เสด็จ ฯ เยือนประเทศอื่นๆ ในยุโรป หรือ การเสด็จฯ เยือนราชอาณาจักรกัมพูชาโดยเป็นราชอาคันตุกะของสมเด็จพระเจ้านโรดมสีหนุ



7. เสด็จฯ โดยพระราชประสงค์ส่วนพระองค์

          พ.ศ. 2544 เสด็จฯ ไปทรงศึกษาภาษาจีน ณ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

          พ.ศ. 2545 เสด็จฯ ไปทรงศึกษาภาษาเยอรมัน ณ สถาบันเกอเธ่ เมืองเกิตติงเงน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี


8. ธ ทรงเป็นทูตสันถวไมตรี ในการเจริญความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

          ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศนั้น กำหนดการเสด็จฯ ที่พระองค์สนพระราชหฤทัย
และขาดไม่ได้ คือ การเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ โบราณคดี ศิลปะและวัฒนธรรม รวมทั้งสถาบันการศึกษาและวิจัยงานด้านต่างๆ ที่แต่ละประเทศเชี่ยวชาญอยู่

          จึงมีพระราชนิพนธ์ในพระองค์มากกว่า 100 เล่ม จากการเสด็จฯ เยือนต่างประเทศของพระองค์
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงได้รับความรู้และประสบการณ์ด้านต่างๆ เป็นอันมาก จากการเสด็จฯ เยือนประเทศต่างๆ ติดต่อกันมาเป็นระยะเวลานาน มีพระราชปณิธานที่จะนำความรู้และประสบการณ์มาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศและปวงชนชาวไทย นอกเหนือไปจากที่เป็นการกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างพระราชวงศ์และระหว่างประเทศ ในการเสด็จ ฯ เยือนสถานที่ต่างๆ นอกจากจะทรงซักถามจนเข้าพระทัยถ่องแท้แล้ว ยังโปรดการจดบันทึกความรู้ไว้ด้วย ภาพที่ทรงถือสมุดจดบันทึกไว้ในพระหัตถ์อยู่เสมอ นับว่าเป็นภาพที่ชินตาของบุคคลทั่วไป ทั้งในและต่างประเทศ จนทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาจากหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสว่า “Le Princesse Stagiaire” หรือ “เจ้าฟ้านักดูงาน” รวมทั้ง พระองค์ยังได้รับการยกย่องจากสมาคมมิตรภาพวิเทศสัมพันธ์แห่งประชาชนจีนว่าทรงเป็น "ทูตสันถวไมตรี"" ระหว่างประเทศไทยและประเทศจีน เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547

          พระเมตตาแผ่ไพศาลสู่นานาประเทศ พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไม่เพียงพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราษฎรไทยเท่านั้น ยังทรงเผื่อแผ่ไปยังราษฎรในนานาประเทศอีกด้วย อาทิ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สาธารณรัฐมองโกเลีย ราชอาณาจักรภูฏาน สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ และสาธารณรัฐอินโดนีเซีย รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศ อันเป็นการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กเยาวชนและประชาชนในประเทศเหล่านั้น

          สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงร่วมมือกับนานาประเทศ เพื่อก่อเกิดความร่วมมือในด้านการพัฒนาสังคม โดยทรงรับแนวทางการทรงงานในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สานต่อโครงการ และติดตามการดำเนินงานและให้ความช่วยเหลือจากประเทศอื่นๆ เสมอมา อาทิเช่น ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสปป.ลาว ซึ่งพระองค์ได้ทรงมีโครงการตามพระราชดำริทั้งในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต การให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์และการสาธารณสุข การพัฒนาทางด้านการศึกษา เป็นต้น

          นอกจากสปป.ลาวแล้ว โครงการเพื่อการพัฒนาของพระองค์ยังได้ขยายออกไปยังประเทศกัมพูชา ประเทศพม่า และประเทศเวียดนาม และในปี พ.ศ. 2559 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทอดพระเนตรโครงการความร่วมมือทางวิชาการและการแลกเปลี่ยนด้านการเกษตรระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรสวาซิแลนด์ และราชอาณาจักรเลโซโท



          นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติในโครงการอาหารในโรงเรียน และองค์การดังกล่าวทั้งสองแห่งได้แต่งตั้งให้พระองค์เป็นทูตพิเศษของโครงการด้วย

- องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม ในโครงการการศึกษาเพื่อทุกคน มุ่งส่งเสริมศักยภาพของชนกลุ่มน้อย โครงการศึกษาการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม

- สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ โครงการการศึกษาหลังประถมศึกษาสำหรับผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่น

          การทรงงานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาสังคมในระดับประเทศ พระองค์ทรงได้รับการคัดเลือกจากองค์กรและมูลนิธิ ฯลฯ ทูลเกล้าถวายรางวัล ด้วยตระหนักถึงพระปรีชาสามารถ ทั้งหมดนี้ล้วนแสดงให้เห็นชัดถึงผลงานและพระราชกรณียกิจ ที่ทรงสร้างสรรค์ในวงกว้างอย่างยิ่ง 

          เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547 นาย เฉิน เฮ่าซู ประธานสมาคมมิตรภาพวิเทศสัมพันธ์แห่งประเทศจีน ได้ทูลเกล้าถวายพระราชสมัญญา “ทูตสันถวไมตรีไทย - จีน” แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ได้พยายามกระชับความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย – จีน ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ไม่เพียงเป็นที่ประจักษ์ของมหาวิทยาลัยปักกิ่งเท่านั้น ก่อนหน้านี้กระทรวงศึกษาธิการของจีนก็ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย “รางวัลมิตรภาพภาษาและวัฒนธรรมจีน” แด่พระองค์มาแล้ว เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2543

          เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2548 นายโคอิชิโร มัตสึอูระ ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก พร้อมด้วยผู้บริหารยูเนสโก ได้เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายประกาศนียบัตรและใบประกาศแต่งตั้ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นทูตสันถวไมตรีแห่งองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ด้านการส่งเสริมศักยภาพของเด็กชนกลุ่มน้อย และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม (UNESCO Goodwill Ambassador for the Empowerment of Minority Children and the Preservation of their Intangible Cultural Heritage) โดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization : UNESCO) ได้ขอพระราชทาน ให้ทรงเป็นทูตสันถวไมตรีพระองค์แรกจากประเทศในอาเซียน ด้วยทรงมีบทบาทในการสนับสนุนการสร้างศักยภาพให้แก่เด็กชนกลุ่มน้อย ด้วยการให้การศึกษาและการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม มุ่งเน้นบริเวณอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ให้เด็กสามารถเข้าเรียนได้อย่างเต็มที่ในระบบการศึกษาที่มีอยู่ รวมทั้งดูแลปัญหาทางวัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อย สุขภาพ โภชนาการ ภาษาที่ใช้ในการเรียนการสอน และความยากจน 



          รวมทั้ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงได้รับการคัดเลือกจากประชาชนชาวจีนมากกว่า 2 ล้านคน ให้เป็นมิตรนานาชาติ 10 อันดับแรกของประเทศจีน พระองค์ทรงเข้ารับการทูลเกล้าฯ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ณ ประเทศจีน เนื่องจากพระองค์ทรงศึกษาภาษาจีนตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงทำวิจัยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จีนมาตลอด และโดยเสด็จฯ เยือนแดนมังกรมาแล้วถึง 34 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2524 และเสด็จฯ เยือนครบหมดแล้วในทุกมณฑลของผืนแผ่นดินจีน อีกทั้งยังทรงศึกษาภาษาจีน ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมจีน อย่างลึกซึ้งถึงแก่น 
          พระองค์ทรงสร้างคุณูปการอย่างอเนกอนันต์ในเรื่องการส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประชาชนชาวจีนและชาวไทย อีกทั้งยังทรงมีพระทัยมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการกระชับและเจริญสัมพันธไมตรีไทย - จีน นับตั้งแต่ไทยและจีนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน มีคนไทยคณะแล้วคณะเล่าผลัด เปลี่ยนหมุนเวียนกันเดินทางไปเยือนแผ่นดินจีนนับไม่ถ้วน แต่คงไม่มีครั้งไหนจะประสบความสำเร็จเท่ากับการเสด็จฯเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นครั้งแรกของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ระหว่างวันที่ 12 - 19 พฤษภาคม 2524 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พระราชวงศ์ชั้นสูงของราชวงศ์จักรีเสด็จฯ ไปเยือนจีน และทุกครั้งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนประเทศจีน จะทรงพระราชนิพนธ์หนังสือบันทึกเส้นทางการเสด็จฯ เยือนประเทศจีนอยู่เสมอ ส่งผลให้กระแสนิยมภาษาจีนและวัฒนธรรมจีนเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวางและต่อเนื่องในสังคมไทย และทำให้การแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศประสบผลสำเร็จอย่างมาก

          ทั้งนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายพระเกียรติ ให้ดำรงตำแหน่ง “วุฒิสมาชิกกิตติมศักดิ์” ของมูลนิธิการประชุมผู้ได้รับรางวัลโนเบล (Honorary Senate of the Foundation Lindau Nobel Prize Winners Meetings) ในพิธีเปิดการประชุมผู้ได้รับรางวัลโนเบล ครั้งที่ 60 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2553 ณ หอประชุมอิน เซลฮัลเล เมืองลินเดา สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ด้วยพระองค์ทรงทำคุณประโยชน์อย่างเด่นชัดแก่มูลนิธิผู้ได้รับรางวัลโนเบล ทรงเสียสละและทุ่มเทให้กับงานทางด้านวิทยาศาสตร์ ตลอดจนการพัฒนาวิทยาศาสตร์และทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะทรงผลักดัน นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์จากไทยก้าวสู่เวทีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสากล เพื่อถ่ายทอดความรู้และสามารถนำมาต่อยอดในงานด้านวิทยาศาสตร์ในอนาคต ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นผลงานที่ประจักษ์ชัดและน่าชื่นชมยิ่ง 



          และเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2559 องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ถวายตำแหน่งทูตพิเศษเพื่อการขจัดความหิวโหย (FAO Special Ambassador for Zero Hunger) แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันอาหารโลกปีที่ 36 เนื่องด้วยที่ผ่านมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงดำเนินโครงการต่าง ๆ จำนวนมาก เพื่อขจัดความหิวโหยและแก้ปัญหาด้านภาวะโภชนาการในประเทศไทย และในอีกหลายประเทศของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เช่น บังกลาเทศ ภูฏาน ลาว กัมพูชา และติมอร์ เลสเต 

          การที่หลายองค์กรทั้งในและต่างประเทศ ทูลเกล้าฯ ถวายตำแหน่งสำคัญ ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ และรางวัลเกียรติยศมากมายดังกล่าว เพื่อเทิดพระเกียรติคุณสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นสิ่งเน้นย้ำถึงพระปรีชาสามารถและพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อประชาชนชาวไทยและต่างประเทศ โดยไม่ทรงเลือกว่าเขาเหล่านั้นเป็นใคร โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ขาดแคลนและยากไร้ พระองค์ทรงอุปถัมภ์ค้ำชูและติดตามความก้าวหน้าของโครงการช่วยเหลือต่างๆ ด้วยพระองค์เอง เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่เด็กๆ ที่เป็นอนาคตของชาติ ดังบางส่วนของคำสดุดีพระเกียรติคุณสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ของสมาพันธ์โภชนาการนานาชาติ (International Union of Nutritional Sciences) ที่ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลพิเศษสมาพันธ์โภชนาการนานาชาติ เพื่อเทิดพระเกียรติ ผลงานดีเด่นในการช่วยเหลือและส่งเสริมโภชนาการของผู้ด้อยโอกาสอันเป็นพื้นฐาน เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2552 ความว่า

          “...สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงแสดงให้เห็นการสร้างความมั่นคงทางโภชนาการต้องข้ามพ้นกำแพงทางสังคม วัฒนธรรม และภูมิศาสตร์ ทรงเป็นผู้นำการบุกเบิกอย่างเป็นระบบ ในการนำอาหาร โภชนาการและการศึกษา เข้าถึงประชาชน ซึ่งมิใช่คนส่วนใหญ่ของสังคมแต่เป็นผู้คนที่มักถูกละเลย พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เข้าถึงเด็กและครอบครัวจำนวนนับไม่ถ้วนในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารที่ประชาชน ถูกละเลย เนื่องจากความแตกต่างทางวัฒนธรรมและศาสนา ทรงเอื้อมพระหัตถ์ ข้ามพระราชอาณาจักร เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ในประเทศเพื่อนบ้านและประเทศที่อยู่ห่างออกไป ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สหภาพพม่า และมองโกเลีย... สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นนักปฏิบัติที่ทรงมุ่งผลสำเร็จ โดยทรงเชื่อมั่นว่า การเริ่มต้นเล็กๆ เรียนรู้จากความผิดพลาด และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าจะนำไปสู่ความสำเร็จ ทรงเป็นผู้ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ ทรงแสวงหาความรู้ใหม่ๆ นำมาประยุกต์ใช้อย่างเรียบง่าย ประหยัด และก่อให้เกิดผลในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กๆ มารดาและครอบครัวได้...”

          สายธารแห่งไมตรีจิตของได้เผยแผ่ไปทั่วอาณาประเทศ จากการเสด็จเยือนต่างประเทศของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทำให้สัมพันธภาพระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศแน่นแฟ้นยิ่งมากขึ้น ทั้งหมดก็ด้วยพระอัจฉริยภาพอันลึกซึ้งและพระปรีชาสามารถอันเฉียบคมของทูลกระหม่อมทูตสันถวไมตรี พระองค์นี้นั่นเอง

          ในวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพครบ 62 พรรษา วันที่ 2 เมษายน 2560 ข้าพระพุทธเจ้ากรรมการบริหารและเจ้าหน้าที่มูลนิธิยุวทูตความดี ขอน้อมเกล้าฯ ถวายพระพร ให้พระองค์ทรงพระเจริญ ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง สถิตเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตราบนานเท่านาน




อ้างอิง 
  • คัดลอกมาจาก บทความเรื่อง "พระราชกรณียกิจด้านการต่างประเทศ" โดย กองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เข้าถึงจาก http://www.sirindhorn.net/Foreign-Affairs.php 
  • คัดลอกมาจาก บทความเรื่อง "๒ เมษายน วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี" เข้าถึงจาก http://lib.vit.src.ku.ac.th/content/online/sirinthorn58/sirinthorn.php 
  • คัดลอกมาจาก บทความเรื่อง “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีมิตรที่ดีที่สุดในโลกของประชาชนชาวจีน" เข้าถึงจาก http://www.thairath.co.th/content/336193



ผู้เข้าชม 14244 คน

« ย้อนกลับ