ประสบการณ์ความรู้

ประสบการณ์จากการไปพัฒนาโลกทัศน์ที่ประเทศศรีลังกา

โดย เด็กหญิงธีรนุช จิตตะระ ยุวทูตความดี โรงเรียนอนุบาลพิจิตร จังหวัดพิจิตร

จากการที่ข้าพเจ้าได้รับโอกาสที่ดีจากทางมูลนิธิยุวทูตความดี ให้ได้ไปเปิดโลกทัศน์ที่ประเทศศรีลังกานั้น ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้เรียนรู้และได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ พร้อมทั้งได้สานมิตรไมตรี  กับเพื่อนๆชาวศรีลังกา

          ข้าพเจ้าและคณะยุวทูตความดี ได้เข้าเยี่ยมชมโรงเรียนกุลนัดดา โรงเรียนพุทธศาสนา ซึ่งทรงก่อตั้งโดย พระองค์เจ้าปฤษฏางค์ พระโอรสองค์สุดท้าย ของกรมขุนราชสีหวิกรม ซึ่งเป็นพระราชโอรของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้า  อยู่หัว รัชการที่ 3 ของประเทศไทย แสดงให้เห็นว่าประเทศไทย และประเทศ     ศรีลังกา มีความสัมพันธ์กันมายาวนาน และที่นี่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้พูดคุยกับเพื่อนชาวศรีลังกา ได้เรียนรู้วัฒนธรรม โดยคณะยุวทูตความดีได้นำการแสดงการร้องเพลงนับหนึ่งถึงสิบ ซึ่งมีเนื้อเพลงเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาไทยและภาษาสิงหล ซึ่งเป็นภาษาประจำชาติของชาวศรีลังกา ให้กับเพื่อนๆ ชาวศรีลังกาได้ฟัง สร้างความประทับใจให้กับเพื่อนๆ ชาวศรีลังกาเป็นอย่างมาก

           นอกจากนี้คณะยุวทูตความดีของเรา ได้เยือนโรงเรียนพุทธศาสนาวัดศรีสัมโพธิวิหาร ที่นี่ทางคณะได้มีกิจกรรมการสวดมนต์กับเพื่อนๆ ชาวศรีลังกา ทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่าการสวดมนต์ของทั้งสองประเทศ มีความคล้ายคลึงกัน จะแตกต่างกันก็เพียงสำเนียงและทำนองเท่านั้น และที่ประเทศศรีลังกานี้ให้ความสำคัญกับพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ข้าพเจ้าสังเกตจากที่นี่ จะมีสถานีโทรทัศน์ช่องพระพุทธศาสนาภาคภาษาอังกฤษโดยเฉพาะให้กับประชาชนในประเทศได้รับชมตลอดเวลา ซึ่งจะต่างจากประเทศไทยของเรา รายการทางพระพุทธศาสนาจะเป็นเพียงรายการสั้นๆ ที่แทรกตามช่องสถานีต่างๆ เพียงเท่านั้น

          นอกจากสถานที่ทั้งสองแห่งแล้วคณะยุวทูตความดี ได้ไปเยี่ยมชมโรงเรียนอีกหนึ่งแห่งคือ โรงเรียนพุทธศาสนา(ภาษาอังกฤษ) ของศูนย์วัฒนธรรมพุทธศาสนา ที่แห่งนี้เราพบภาพที่น่าประทับใจและตื่นเต้นมาก เพราะมีเพื่อนนักเรียนที่ศรีลังกามากกว่า 500 คนคอยให้การต้อนรับพวกเราอยู่ เพื่อนๆทุกคนสวมใส่ชุดสีขาวเป็นภาพที่งดงามมาก และสิ่งที่ข้าพเจ้าได้สังเกตเห็นจากเพื่อน ๆ ชาวศรีลังกา จะพบว่าเพื่อนๆทุกคนจะมีใบหน้าที่ยิ้มแย้มตลอดเวลา แม้จะยืนคอยพวกเราเป็นเวลานานและก็ตาม และให้การต้อนรับคณะยุวทูตความดีอย่างดี ในทุกๆแห่งที่ทางคณะไปเยือน ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าคิดว่าเยาวชนไทยควรปฏิบัติและยึดเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต

          นอกจากนี้ทางคณะยุวทูตความดี ได้ไปเยี่ยมชมวัดศรีปรนันทะราชมหาวิหารและวัดศรีนเรนทรารามราชมหาวิหาร เราได้รับชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมศรีลังกาและระบำแคนดี้ ซึ่งแสดงโดยเพื่อนๆชาวศรีลังกาเป็นการแสดงที่สวยงามมากทั้งการแต่งกายและรูปแบบ การรำ โดยเฉพาะระบำแคนดี้ ซึ่งถือว่าเป็นเอกลัษณ์ของประเทศศรีลังกา นับว่าเป็นโอกาสที่ดีของยุวทูตความดีทุกคนได้พบกับภาพความประทับใจ....

           และอีกสิ่งหนึ่งที่คณะยุวทูตความดีได้เห็น คือ ชาวศรีลังกาให้ความสำคัญ และมีความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก สังเกตได้จากชาวศรีลังกา มีโรงเรียนสอนพระพุทธศาสนาในวันอาทิตย์ ผู้ปกครองจะให้การสนับสนุนโดยส่งเยาวชนเข้าศีกษาพระพุทธศาสนาในวันอาทิตย์กันอย่างพร้อมเพรียง ภาพที่ข้าพเจ้าได้เห็นคือ ประชาชนไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็กที่เข้ามาศึกษาในโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ทุกคนจะพร้อมใจการสวมใส่ชุดสีขาวทั้งผู้ชายและผู้หญิง และเข้าร่วมกิจกรรมกันอย่างมีสมาธิและจริงจังเป็นอย่างมาก ต่างกับประเทศไทย ถ้าในวันหยุดเยาวชนของประเทศไทยบางส่วนจะอยู่ตามร้านเกมส์หรือห้างสรรพสินค้า ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่า ถ้าในประเทศไทยของเรา มีการจัดตั้งโรงเรียนสอนศาสนาในวันอาทิตย์เหมือนประเทศศรีลังกา น่าจะเป็นประโยชน์กับเยาวชนของประเทศไทย เพราะจะเป็นการฝึกให้เยาวชนไทย มีสติ มีสมาธิ ในการที่จะคิดหรือจะตัดสินใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว สร้างครอบครัวอบอุ่นโดยพระพุทธศาสนา แต่สิ่งที่เหมือนกันอย่างหนึ่งของชาวไทยและศรีลังกาคือ จะมีพระพุทธรูปเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจเหมือนกัน ในประเทศศรีลังกาเราจะพบพระพุทธรูปขนาดใหญ่อยู่ทั่วไปและจะพบเห็นได้ง่าย ซึ่งพระพุทธรูปนี้จะเป็นเครื่องเตือนใจให้กับชาวศรีลังการะลึกว่าเป็นชาวพุทธ นอกจากนี้ประเทศศรีลังกายังมีประเพณีที่สำคัญและยิ่งใหญ่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในศรีลังกา ที่ประชาชนศรีลังกาทุกคนพร้อมใจกันร่วมพิธีแสดงความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนา คือ พิธีแห่พระธาตุเขี้ยวแก้ว จะจัดขึ้นที่เมืองแคนดี้ ซึ่งเป็นเมืองมรดกโลกของชาวศรีลังกา ในริ้วขบวนแห่ประกอบด้วย ช้างที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม มีการแสดงรำพื้นเมือง และดนตรีของชาวศรีลังกา ประเพณีแห่พระธาตุเขี้ยวแก้วเป็นประเพณีที่แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาอันแรงกล้าที่มีต่อพระพุทธศาสนา ของชาวศรีลังกา ซึ่งจะมีผู้มาร่วมงานกันเป็นจำนวนมากที่จะขอโอกาสสักครั้งที่ได้มาสักการะพระธาตุเขี้ยวแก้ว แต่ถึงแม้จะมีผู้คนจำนวนมากที่มาต่อคิวเพื่อคอยสักการะพระธาตุเขี้ยวแก้วก็ตาม ทุกคนชาวศรีลังกาจะรอคอยกันด้วยอาการสงบ และมีสีหน้ายิ้มแย้ม แสดงความเป็นมิตรไมตรีให้แก่กันและกันตลอดเวลา ซึ่งเป็นภาพที่น่าประทับใจแก่ผู้พบเห็น ข้าพเจ้าคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ เกิดจากชาวศรีลังกาได้รับการปลูกฝังคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนามาตั้งแต่เยาว์วัย เลยทำให้เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่จึงเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ มีความเมตตา ให้แก่กันและกัน




          
          นอกจากข้าพเจ้าจะมีความประทับใจในความศรัทธาของชาวศรีลังกาที่มีต่อพระพุทธศาสนาแล้ว ข้าพเจ้ายังมีความประทับใจในวิถีชีวิตชาวศรีลังกา ชาวศรีลังกาจะดำรงชีวิตด้วยความเรียบง่ายไม่ยึดติดต่อวัตถุนิยม สังเกตได้จากวัฒนธรรมการแต่งกายของชาวศรีลังกา ผู้หญิงและผู้ชายชาวศรีลังกาจะแต่งตัวคล้ายกับชาวอินเดียมาก แต่ผู้ชายจะมีวิธีการนุ่งผ้า ไม่เหมือนกันทีเดียว จะนุ่งคล้ายโจงกระเบน การแต่งกาย ผู้หญิงและเด็กหญิงจนถึงคนสูงอายุ ที่เคร่งครัดและเรียนพุทธศาสนาในวันอาทิตย์ จะแต่งกายเรียบร้อยด้วยชุดขาวที่เป็นกระโปรงหรือผ้าซิ่นสีขาว ถ้าไม่ใส่ชุดขาว ก็จะใส่เสื้อเชิ้ตขาว กระโปรงยาวคลุมเข่าสีเทา สีดำ ไม่ใช้สีฉูดฉาด ส่วนผู้ชายสวมกางเกงขายาว เสื้อเชิ้ต หรือไม่ก็นุ่งโสร่งและเสื้อเชิ้ต เป็นต้น ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าถ้าวัฒนธรรมเช่นนี้ เกิดขึ้นกับเยาวชนไทยจะเป็นภาพที่งดงามมาก เนื่องจากเยาวชนไทยในยุคปัจจุบันจะมีแต่งกายจะเลียนแบบวัฒนธรรมตะวันตกมากขึ้น เช่น การใส่เสื้อเกาะอก การนุ่งกระโปรงสั้น ซึ่งอาจจะนำอันตรายมาสู่ผู้สวมใส่ได้ และนอกจากวัฒนธรรมการแต่งกายแล้ว ชาวศรีลังกายังคงอนุรักษ์ในสถาปัตยกรรมที่อยู่อาศัยให้อยู่ในรูปแบบเดิมและสามารถรักษาความความสวยงามจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ประชาชนยังมีหน้าตาที่ยิ้มแย้ม และมีมิตรไมตรีให้กับ ผู้มาเยือนตลอดเวลา เช่น ถ้ารถของคณะยุวทูตความดีผ่านไปบริเวณใด เราจะได้รับการทักทาย โดยการโบกมือพร้อมกับส่งรอยยิ้มให้กับคณะของพวกเราตลอดเวลา สร้างความน่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อคณะยุวทูตความดีได้ไปเยือนโรงเรียนต่างๆ เราจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นกันเองด้วยวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวศรีลังกา ด้วยการรับประทานอาหารด้วยมือซึ่งสร้างความแปลกใหม่ให้กับข้าพเจ้าและเพื่อน ๆ เนื่องจากพวกเราไม่เคยรับประทานอาหารด้วยมือกันมาก่อน และทุกที่ที่ไปเยือนจะต้อนรับเราด้วย ผลไม้ประจำถิ่น เช่น กล้วย และมะพร้าว ซึ่งจากการที่ข้าพเจ้าได้พูดคุยกับเพื่อนๆศรีลังกา ทำให้ทราบว่า ประเทศศรีลังกาเป็นประเทศที่เป็นเกาะและดินมีความอุดสมสมบูรณ์ จึงมีการปลูกมะพร้าวและกล้วยเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นผลไม้ประจำถิ่น และเป็นความภาคภูมิใจกับชาวศรีลังกาที่ได้ให้การต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยผลไม้ประจำถิ่น นอกจากนี้ชาวศรีลังกายังมีความผูกพันกับช้างเป็นอย่างมาก ข้าพเจ้าสังเกต ได้จากเกือบทุกวัดที่ทางคณะไปเยือนจะมีการเลี้ยงช้าง ซึ่งช้างที่เลี้ยงไว้นั้นเป็นเสมือนการสร้างศักดิ์ศรีและความมีเกียรติให้กับวัด เพราะช้างนั้นเป็นสัญลักษณ์ของราชาในสมัยก่อน และในปี 2544 สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระราชทานช้างพลาย Kandula ให้กับประเทศศรีลังกา ข้าพเจ้าจึงมีความคิดว่าประเทศศรีลังกาและประเทศไทย มีความคล้ายกันกล่าวคือ ทั้งสองประเทศ มีช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองเหมือนกัน

          และจากการที่ข้าพเจ้าได้ไปเปิดโลกทัศน์ที่ศรีลังกา ทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะ การปลูกฝังวัฒนธรรมที่ดี การปลูกฝังคำสอนทางพุทธศาสนา ให้กับเยาวชนตั้งแต่เล็กๆ พร้อมกับการปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้ใหญ่ชาวศรีลังกา จึงส่งผลทำให้สังคมในศรีลังกาเป็นสังคมที่สงบสุขและน่าอยู่ ซึ่งถ้าเปรียบกับประเทศไทยของเราจะพบว่าประเทศเราจะรับเอาวัฒนธรรมทางตะวันตก มาค่อนข้างมาก เช่น การแต่งกาย การรับประทานอาหาร หรือการติดเกมของเยาวชน ซึ่งอาจจะเกิดจากผู้ปกครองต้องทำงานหนัก เวลาที่ให้กับบุตรหลานจึงมีน้อย ซึ่งถ้าปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข ก็จะทำให้เยาวชนของเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีคุณภาพ ครอบครัวขาดความอบอุ่น สังคมเกิดปัญหามากมาย ไม่ว่า ปัญหาด้านสุขภาพ หรือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สุดท้ายประเทศก็เจริญไม่เท่าเทียมประเทศอื่น ๆ แต่ถ้าผู้ใหญ่ในปัจจุบันหันมาให้ความสำคัญกับเยาวชนไทย ปลูกฝังวัฒนธรรมที่ดี พร้อมกับปฏิบัติตัวเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเยาวชน ข้าพเจ้าคิดว่าประเทศของเราก็จะกลับมามีสังคมที่น่าอยู่ได้เช่นเดียวกับประเทศศรีลังกาเช่นกัน


เด็กหญิงธีรนุช จิตตะระ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
โรงเรียนอนุบาลพิจิตร
29/11/2556


ผู้เข้าชม 11307 คน

« ย้อนกลับ

ประสบการณ์ความรู้

ประสบการณ์จากการไปพัฒนาโลกทัศน์ที่สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประสบการณ์จากการไปพัฒนาโลกทัศน์ที่สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประสบการณ์จากการไปพัฒนาโลกทัศน์ที่สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประสบการณ์จากการไปพัฒนาโลกทัศน์ที่สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประสบการณ์จากการพัฒนาโลกทัศน์ที่สาธารณรัฐอินเดีย ประสบการณ์จากการพัฒนาโลกทัศน์ที่สาธารณรัฐอินเดีย ประสบการณ์จากการพัฒนาโลกทัศน์ที่สาธารณรัฐอินเดีย ประสบการณ์จากการพัฒนาโลกทัศน์ที่สาธารณรัฐอินเดีย ประสบการณ์จากการพัฒนาโลกทัศน์ที่สาธารณรัฐอินเดีย ประสบการณ์จากการพัฒนาโลกทัศน์ที่สาธารณรัฐอินเดีย ประสบการณ์จากการพัฒนาโลกทัศน์ที่สาธารณรัฐอินเดีย ประสบการณ์การพัฒนาโลกทัศน์ที่ประเทศสาธารณรัฐอินเดีย ประสบการณ์จากการไปพัฒนาโลกทัศน์ที่ประเทศ สปป.ลาว ประสบการณ์จากการไปพัฒนาโลกทัศน์ที่ประเทศมาเลเซีย ประสบการณ์จากการไปพัฒนาโลกทัศน์ที่ประเทศอินโดนีเซีย ประสบการณ์จากการไปพัฒนาโลกทัศน์ที่ประเทศศรีลังกา