มูลนิธิยุวทูตความดี ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ดำเนินโครงการยุวทูตความดีเยือนสาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 15– 21 ตุลาคม 2567 คณะฯ นำโดย ผอ.จันทร์ทิพา ภู่ตระกูล ผู้อำนวยการมูลนิธิยุวทูตความดี พร้อมด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน 4 คน ครูผู้ดูแล 6 คน และนักเรียนยุวทูตฯ 22 คน จาก 16 โรงเรียน ใน 13 จังหวัด และเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ และอาสามัคร 2 คน จำนวนรวมทั้งสิ้น 35 คน โดยนักเรียนและครูได้รับการคัดเลือกจากค่ายอบรม สรรค์สร้างนวัตกรรม นำวิถีสู่สังคม ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อเดือนเมษายน 2567
ในวันที่ 13 – 14 ตุลาคม 2567 มูลนิธิฯ ได้จัดอบรมเตรียมความพร้อมให้คณะก่อนเดินทาง โดยมีผอ.ร่มเดช พิศาลพงษ์ กรมเอเชียตะวันออก มาให้ความรู้ ประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ไทย – เกาหลี อาหาร วัฒนธรรม และภาษา ฯลฯ พร้อมรับโอวาทจาก ผอ.จันทร์ทิพา ภู่ตระกูล ผู้อำนวยการมูลนิธิยุวทูตความดี ความว่า “ให้ยุวทูตฯ ทุกคน รู้คิด รู้ควร เมื่อมีโอกาส ต้องใช้โอกาสให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้มีความตื่นรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ความรู้มาแบ่งปัน ขยายผล และต่อยอดให้กับเพื่อน ๆ ที่ไม่มีโอกาสแบบพวกเรา”
ในการเยือนครั้งนี้ คณะฯ ได้เข้าเยี่ยมคารวะ เอกอัครราชทูตธานี แสงรัตน์ ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล และได้รับโอวาทจากท่านเอกอัครราชทูต ความว่า “การศึกษาเป็นสิ่งที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ หากพลเมืองเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ก็จะเป็นกำลังสำคัญในการ่ส่งเสริมชาติให้พัฒนาอย่างรวดเร็ว และขอให้ยุวทูตเป็นคนดี มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม รู้หน้าที่และความรับผิดชอบของตนเอง ต้องมีความหลงใหลในสิ่งที่ทำ หาข้อดีของตนเองให้ได้ เพื่อสร้างประโยชน์ต่อส่วนรวม ต่อครอบครัว และประเทศชาติ ต้องรู้บุญคุณของประเทศชาติและรักในชาติของตน” ทั้งนี้ ท่านเอกอัครราชทูต ได้จัดปฐมนิเทศให้แก่คณะยุวทูตความดี โดยได้อธิบายให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภารกิจและกิจกรรม ของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล พร้อมพาเยี่ยมชมการทำงานของข้าราชการสถานเอกอัครราชทูตฯ ในแผนกต่าง ๆ และให้เกียรติจัดเลี้ยงอาหารกลางวันให้แก่คณะฯ ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตด้วย
คณะยุวทูตฯ ได้สานสัมพันธ์แลกเปลี่ยนประสบการณ์เรียนรู้กับนักเรียนระดับประถมศึกษาศึกษาในกรุงโซล และเมืองอินชอน จำนวน 2 แห่ง และภาควิชาภาษาไทย 1 มหาวิทยาลัย ดังนี้
1. โรงเรียนประถมศึกษาออนบุก (Seoul Eonbuk Elementary School) ตั้งอยู่ที่เขตคังนัม เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. 2488 โดยมี นางสาวคิม ฮวาจอง (Ms. Kim Hwajeong) เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน โรงเรียนเปิดสอนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 มีจำนวนนักเรียน 1,590 คน คณะยุวทูตความดีได้เรียนรู้กิจกรรมการเรียนรู้วัฒนธรรมเกาหลีใต้ (NANTA) ผ่านการตีกลองจังกู กลองพื้นบ้านของเกาหลี ด้วยการให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง อีกทั้งยังได้ร่วมทำกิจกรรมกับเพื่อนชาวเกาหลี ผ่านกิจกรรมเรียนรู้เกมโบราณของเกาหลี เช่น การพับกระดาษตั๊กจี (Ddakji) การยิงธนู เป็นต้น
2. โรงเรียนบุมา (Incheon Buma Elementary School) เมืองอินชอน มีนายฮยังบิน อิม (Mr. Hanging Lim) เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนชั้นนำของเมืองอินชอน มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนอย่างหลากหลายและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ โดยคณะยุวทูตฯ ได้ร่วมทำกิจกรรมกับนักเรียนชาวเกาหลี คือการทำหนังสือเรื่อง Global warming โดยใช้ AI (Artificial Intelligence) ซึ่งนักเรียนทั้งสองประเทศได้ร่วมกันทำผลงานที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จ และมีการสร้างสรรค์ผลงานที่หลากหลายน่าประทับใจ อีกทั้งคณะผู้บริหารโรงเรียนทั้งสองฝ่ายได้มีการหารือร่วมกันในการที่จะมีความร่วมมือในกิจกรรมแลกเปลี่ยนระหว่างโรงเรียนทั้งสองฝ่ายต่อไป
3. ภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยฮันกุก (Hankuk University of Foreign Studies)เป็นมหาวิทยาลัย ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ โดยเฉพาะในด้านภาษา สาชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มีการเปิดสอนในหลักสูตรภาษาต่างประเทศกว่า 45 ภาษาโดยมหาวิทยาลัยฮันกุ๊กมีการเปิดการเรียนการสอนในภาควิชาภาษาไทยถึง 2 วิทยาเขตคือวิทยาเขตโซลและวิทยาเขตโกลบอล โดยยุวทูตฯ ได้ร่วมทำกิจกรรมกับ พี่นักศึกษาภาควิชาภาษาไทย วิทยาเขตโซล ซึ่งมีศาสตราจารย์ คึนฮเย ซิน (Prof. Keunhae Park) คณบดี และศาสตราจารย์ ดร.เกวลิน ศรีม่วง อาจารย์จากภาควิชาภาษาไทย ให้การต้อนรับคณะฯ และคณะฯ ได้ร่วมทำกิจกรรมแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้เกี่ยวกับประเทศไทย – เกาหลี และทำกิจกรรมถอดรหัสภาษา ผ่านบทเพลงและเกมส์ใบ้คำร่วมกัน และพี่นักศึกษาได้นำยุวทูตฯ เดินชมบริเวณมหาวิทยาลัยโดยรอบและเยี่ยมชมสถานที่สำคัญในมหาวิทยาลัย โดยใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร
ในการเยือนโรงเรียนและมหาวิทยาลัย คณะยุวทูตความดีได้นำเสนอเรื่องราวของ เมืองไทยเมืองยิ้ม เศรษฐกิจพอเพียง ด้วยภาษาอังกฤษ ที่ชัดเจน คล่องแคล่ว รวมทั้งแสดงความสามารถในการแสดงทางวัฒนธรรม อาทิ การรำ การขับร้องเพลงไทย อังกฤษ และเกาหลี สร้างความชื่นชมและชื่นชอบเป็นอย่างมาก การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอาหาร คณะฯ ได้นำเสนอขนมของไทย รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนของที่ระลึกและช่องทางการติดต่อระหว่างกัน นับเป็นการพัฒนาโลกทัศน์และขยายฐานแห่งมิตรภาพระดับเยาวชนของทั้งสองประเทศ
คณะยุวทูตฯ ยังได้ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาการที่ทันสมัย ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมของเกาหลี ผ่านพิพิธภัณฑ์และสถานที่สำคัญ อาทิ
หมู่บ้านอึนพยอง ฮันอก (Hanok Eunpyeong Village) หมู่บ้านสไตล์ฮันอกยุคโซซอน ที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ โดยมีการอนุรักษ์แบบบ้านและบรรยากาศเมื่อ 600 ปีไว้ ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็น “ปอดแห่งกรุงโซล”โดยอยู่ติดกับอุทยานแห่งชาติบุกฮันซาน (Bukhansan National Park)
จัตุรัสควังฮวามุน (Gwanghwamun square)ตั้งอยู่ด้านหน้าจตุรัสควังฉวามุน ซึ่งเป็นประตูหลักของพระราชวังเคียงบก ใจกลางจัตุรัสมีอนุสาวรีย์พระเจ้าเชจงมหาราช ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงกษัตริย์ผู้ทรงริเริ่มการสร้างอักษรเกาหลี (ฮันกึล) และยังมีอนุสาวรีย์นายพลยีชุนชิน ผู้บัญชาการกองทัพเรือที่ชนะศึกในการต่อสู้กับกองทัพเรือญี่ปุ่นในช่วงสงครามอิมจิม (Imjim War)
คลองชองเกชอน (Cheonggye stream) เป็นคลองที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณตั้งแต่ยุคของราชวงศ์โชชอน มีอายุมากกว่า 600 ปี ความยาวประมาณ 11 กิโลเมตร ไหลผ่านกลางกรุงโซล เดิมทีนั้นน้ำในคลองเป็นน้ำเสีย ซึ่งตั้งแต่ พ.ศ.2546 คลองได้ถูกพัฒนาปรับปรุง จากน้ำที่เคยเน่าเสียก็กลับมาใสสะอาด กลายเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจท่ามกลางเมืองที่วุ่นวาย
พิพิธภัณฑ์ธนูพูชอน (Bucheon Bow Museum) จัดแสดงเกี่ยวกับศิลปะและวัฒนธรรมการใช้ธนูแบบดั้งเดิมของเกาหลีที่มีมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยราชวงศ์โครยอและโชซอน โดยการยิงธนูของเกาหลีไม่ได้ใช้เพื่อการล่าสัตว์หรือการต่อสู้เพียงอย่างเดียวแต่ยังเป็นการฝึกฝนจิตใจและการมีสมาธิ ซึ่งคณะยุวทูตได้ร่วมทำกิจกรรมยิงธนูฝึกสมาธิด้วย
HiKR Ground ศูนย์ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของเกาหลีที่สามารถสัมผัสกับเคป็อปและชมงานศิลปะสื่อในเวลาเดียวกัน และร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์
พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ร่วมสมัยแห่งชาติ (National Museum of Korean Contemporary History) จัดแสดงนิทรรศการและประวัติศาสตร์ของเกาหลีในแต่ละยุคที่แตกต่างกันตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในการเปิดท่าเรืออินชอน ถึงปัจจุบัน นำเสนอมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในประเทศผ่านนิทรรศการ 4 ห้อง ได้แก่ บทนำสู่สาธารณรัฐเกาหลี การสถาปนาสาธารณรัฐเกาหลี การพัฒนาสาธารณรัฐเกาหลี และการปรับปรุงเกาหลีใต้ให้ทันสมัยเพื่อมุ่งสู่โลกอนาคต
พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สงครามเกาหลี (The War Memorial Of Korea) จัดแสดงนิทรรศการทั้งภายในอาคารและกลางแจ้ง ที่ทำให้รู้และเข้าใจเกี่ยวกับสงครามเกาหลีในทุก ๆ ด้าน ซึ่งมุ่งเน้นการเสียสละและความสำเร็จของกองทัพเกาหลีใต้ และด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ยังมีธงของประเทศต่าง ๆ ที่เข้ามาช่วยรบในสงครามเกาหลี รวมถึงของประเทศไทยด้วย
พิพิธภัณฑ์กิมจิ (Museum Kimchikan) จัดแสดงหนังสือ ภาพวาด ภาชนะเครื่องใช้แบบดั้งเดิม วัตถุดิบในการทำกิมจิและคณะฯ ยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับกิมจิ พร้อมฝึกทำกิมจิ จากผู้เชี่ยวชาญ
พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung) พระราชวังที่มีขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในกรุงโซล โดยได้ชื่อว่า เป็นพระราชวังที่สวยงามที่สุด สร้างขึ้นในปี 1394 ในสมัยพระเจ้าแทโจ ราชวงศ์โชซอน เดิมทีนั้นภายในพระราชวังมีอาคารและตำหนักต่างๆมากกว่า 200 หลัง แต่เมื่อมีการรุกรานของญี่ปุ่น อาคารส่วนใหญ่ก็ได้ถูกทำลายลงเหลืออยู่เพียงแค่ 10 หลังเท่านั้น
พิพิธภัณฑ์อินชอน (Incheon Museum) จัดแสดงนิทรรศการผลงานทางดนตรี ศิลปวัฒนธรรม ด้วยโบราณวัตถุมากมายที่มีมาตั้งแต่ยุคสามก๊กของเกาหลี รวมไปถึงเรียนรู้ประวัติความเป็นมาของเมืองอินชอน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปกป้องคาบสมุทรเกาหลี จากการรุกรานจากศัตรูในอดีต
โครงการยุวทูตความดีเยือนสาธารณรัฐเกาหลีบรรลุสัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ด้วยความสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูต นับเป็นประสบการณ์พิเศษที่สร้างโอกาสการเรียนรู้ของเยาวชนให้มีมิติที่หลากหลาย ได้จากระบบการศึกษาของเกาหลี ที่มีการนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ในการเรียนการสอนอย่างก้าวล้ำ และยังเป็นโอกาสให้คณะผู้บริหารโรงเรียนได้ประสานแนวทางความร่วมมือระหว่างโรงเรียนที่จะเป็นประโยชน์ร่วมกันในอนาคต อีกทั้งในการแลกเปลี่ยนกิจกรรมเสริมสร้างประสบการณ์เรียนรู้ระหว่างกันยังช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับเยาวชนให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น และนับเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คณะยุวทูตความดีได้มุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพของตนเองให้ดียิ่งขึ้น และให้มีความสามารถในการแข่งขันกับเยาวชนนานาชาติได้อย่างทัดเทียม