มูลนิธิยุวทูตความดี ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ ดำเนินโครงการยุวทูตความดีเยือนสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล ระหว่างวันที่ 11 – 17 พฤศจิกายน 2567 คณะฯ นำโดย ผอ.จันทร์ทิพา ภู่ตระกูล ผู้อำนวยการมูลนิธิยุวทูตความดี ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน 3 คน ครูผู้ดูแล 8 คน และนักเรียนยุวทูตฯ 20 คน จาก 20 โรงเรียน ใน 17 จังหวัด พร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ และอาสามัคร 2 คน จำนวนรวมทั้งสิ้น 34 คน โดยนักเรียนและครูได้รับการคัดเลือกจากค่ายอบรม ธรรมะคือแสงสว่างแห่งปัญญา ที่สวนธรรมศรีปทุม จังหวัดปทุมธานี และ ค่ายอบรมต้นกล้าความดี ก้าวสู่สากล ที่อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร จังหวัดเพชรบุรี เมื่อเดือนเมษายน 2567
ในวันที่ 9 – 10 พฤศจิกายน 2567 มูลนิธิฯ ได้จัดอบรมเตรียมความพร้อมให้คณะก่อนเดินทาง โดยมีเจ้าหน้าที่กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา เจ้าหน้าที่จากกรมการกงสุล และกรมสารนิเทศ ที่เคยประจำการที่ประเทศเนปาลมาให้ความรู้ ประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ไทย – เนปาล อาหาร วัฒนธรรม และภาษา ฯลฯ พร้อมรับโอวาทและแนวทางการไปสานสัมพันธ์สร้างมิตรไมตรีกับเยาวชนเนปาล ที่ได้ฝากมาให้กับคณะฯจากท่านอธิบดีศศิริทธิ์ ตันกุลรัตน์ กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา ความว่า “ความสัมพันธ์ไทย – เนปาล ที่มีต่อกันดีมาก ขอให้ทุกคนสานต่อให้ไปผูกสัมพันธ์เป็นทูตที่ดี การสร้างความสัมพันธ์กับตั้งแต่เด็ก ๆ จะทำให้เราเป็น Friends of Thailand ที่ดีต่อกัน และให้ตั้งใจไปเปิดโลกทัศน์ในครั้งนี้” และ ผอ.จันทร์ทิพา ภู่ตระกูล ผู้อำนวยการมูลนิธิยุวทูตความดี กล่าวให้โอวาทกับคณะยุวทูตฯ ความว่า “ทุกคนต้องทำหน้าที่นักสื่อสารเพื่อนำเสนอประเทศไทย เป็นนักข่าวเพื่อนำเสนอกิจกรรมที่พบเห็นในประเทศเนปาลให้เพื่อนชาวไทยได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน และเป็นนักการทูต เพื่อสานสัมพันธไมตรีกับเพื่อนใหม่ในเนปาล การเรียนรู้มีอยู่ในทุกนาที ขอให้ทุกคนเปิดตา เปิดหู เปิดใจ เรียนรู้ประสบการณ์ในครั้งนี้”
ในการเยือนครั้งนี้ คณะฯ ได้เข้าเยี่ยมคารวะ เอกอัครราชทูตสุวพงศ์ ศิริสรณ์ ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ และได้รับโอวาทจากท่านเอกอัครราชทูต ความว่า “ขอให้คณะยุวทูตความดีตั้งใจทำตามหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด และจะต้องสานสัมพันธ์สร้างมิตรไมตรีมีเพื่อนใหม่ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในระดับประชาชน People to People จะเป็นรากฐานของความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนในอนาคต” ทั้งนี้ ท่านเอกอัครราชทูตได้ให้เกียรติจัดเลี้ยงอาหารค่ำให้แก่คณะฯ พร้อมทั้งให้คณะฯ ได้ร่วมลอยกระทงสืบสานประเพณีไทยด้วย
นอกจากนี้คณะฯ ยังได้เข้าเยี่ยมคารวะ Mr. Shiva Kumar Sapkota อธิบดีการวางแผนและติดตามผล (Joint Secretary of Planning and Monitoring Division) กระทรวงศึกษาธิการ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (Ministry of Education Science and Technology) คณะได้เข้าพบและแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับระบบการศึกษาของเนปาล ทำให้ทราบว่า เนปาลมีโรงเรียนทั่วทั้งประเทศประมาณ 35,000 แห่ง แบ่งเป็นโรงเรียนรัฐบาลร้อยละ 30 และโรงเรียนเอกชนโรงเรียนอินเตอร์ และโรงเรียนทางเลือก รวมร้อยละ 70 มีจำนวนประชากรครูที่อยู่ภายใต้รัฐบาล (รับราชการ) ประมาณ 205,000 คน ส่วนครูในโรงเรียนเอกชน มีจำนวน 100,000 คน และโรงเรียนที่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลจะได้รับเงินสนับสนุนจากทางรัฐบาลโดยตรง หลักสูตรการเรียนการสอนของเนปาลในอดีตจะมีเพียงแค่ 1 หลักสูตร โดยใช้หลักสูตรนี้ทั่วประเทศ แต่ด้วยเวลาที่เปลี่ยนไปรวมถึงนโยบายด้านการศึกษาที่พัฒนาขึ้น ทำให้ในปัจจุบันมีหลักสูตรที่หลากหลาย ซึ่งวิชาหลักที่นักเรียนทุกชั้นจะต้องสอนและมีทุกโรงเรียนคือ ภาษาอังกฤษ ภาษาเนปาลี คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ส่วนวิชา เรียนอื่น ๆ จะมีวิชาที่แตกต่างกันซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละโรงเรียน ซึ่งระบบการศึกษาของเนปาลและไทยจะมีความคล้ายคลึงกัน แต่คุณภาพจะขึ้นอยู่กับบุคลากรที่สอน หากคุณครูสอนไม่ดี นักเรียนก็จะได้รับการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพ อีกทั้งท่านอธิบดียังได้กล่าวว่าปัจจุบันนี้ร้อยละ 96 ของนักเรียนชาวเนปาลเข้าถึงระบบการศึกษา เพียงแค่บางส่วนไม่เข้าเรียน หรือจบในระดับ Grade 10 แล้วออกไปหางานทำก่อนด้วยสภาพทางเศรษฐกิจ รวมถึงรัฐบาลเนปาลมีการทุ่มงบประมาณในการผลิตครู เพราะท่านอธิบดีมีความเชื่อว่า “ถ้าครูความรู้น้อย นักเรียนก็ไม่ได้อะไร…สู้ปั้นครูให้มีองค์ความรู้อย่างอัดแน่น เมื่อครูเก่ง นักเรียนก็เก่งตาม” การเป็นครู ต้องสอบใบประกอบวิชาชีพ หากไม่มีใบประกอบวิชาชีพสามารถเป็นครูตามโรงเรียนเอกชนได้เท่านั้น และผู้ที่เรียนจบชั้น ม.6 หรือ Grade 12 หากไม่ไปเรียนต่อระดับอุดมศึกษา แต่อยากเป็นครู จะสามารถสอนได้เฉพาะชั้น ป.1 – ป.6 เท่านั้น โดยก่อนสอนจะต้องผ่านการอบรมก่อน และทางภาครัฐมีหนังสือคู่มือวิธีการสอน การจัดการชั้นเรียนให้กับครูทุกคน
คณะยุวทูตฯ ได้สานสัมพันธ์แลกเปลี่ยนประสบการณ์เรียนรู้กับนักเรียนระดับประถมศึกษาศึกษาและมัธยมศึกษาในกรุงกาฐมาณฑุ และเมืองลุมพินี จำนวน 5 แห่ง ดังนี้
1. โรงเรียน St. Mary’s Secondary เขต Jawalakhel เมืองลลิตปูร์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2498 โดยคณะแม่ชี Sisters of the Congregation of Jesus เป็นโรงเรียนสตรี ที่มีการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรภาษาอังกฤษ มีคติประจำโรงเรียน คือ “For Knowledge and Virtue” โดยมี Sr. Deepa CJ เป็นครูใหญ่ โรงเรียนเปิดสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา – มัธยมศึกษาตอนปลาย (Grade 1 – 12) ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด 2,500 คน โรงเรียนในการต้อนรับคณะอย่างอบอุ่น ด้วยการคล้องผ้า เจิมหน้าผาก และการแสดงระบำพื้นเมืองที่มีนักแสดงกว่า 50 คน พร้อมฉาก แสงสี เสียงที่ตระการตา และเล่นเกมลูกโป่ง แข่งขันกันอย่างสนุกสนานก่อนที่จะแลกเปลี่ยนของขวัญและช่องทางการติดต่อระหว่างกัน
2. โรงเรียน St. Xavier’s เขต Jawalakhel เมืองลลิตปูร์ มี Fr. Boniface Tigga S.J. ครูใหญ่ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2494 โดยเป็นสถาบันการศึกษาแรกที่ก่อตั้งโดย The Society of Jesus (Jesuits) ในประเทศเนปาล และเป็นหนึ่งในโรงเรียนเอกชนที่เก่าแก่ที่สุดของเนปาล จัดการเรียนการสอนในหลักสูตรภาษาอังกฤษ เปิดสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา – มัธยมศึกษาตอนปลาย (Grade 1 – 12) คติประจำโรงเรียน คือ Live for God, Lead for Nepal โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนสหศึกษา ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด 2,800 คน โดยมีศิษย์เก่าที่ดำรงตำแหน่งระดับสูงในระดับรัฐบาล กองทัพ และสายอาชีพอื่นในประเทศเนปาล คณะผู้บริหารโรงเรียน คณะครู และนักเรียนได้ยืนเรียงแถวปรบมือต้อนรับคณะยุวทูตฯ ตลอดทั้งทางเดิน และมีตัวแทนนักเรียนมาบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับประเทศเนปาล และได้ตั้งคำถามให้นักเรียนยุวทูตฯร่วมตอบ จำนวน 10 ข้อ ซึ่งยุวทูตฯสามารถตอบคำถามได้ถูกต้องทั้ง 10 ข้อ สร้างความประทับใจในกับชาวเนปาลเป็นอย่างมาก และนักเรียนทั้งสองประเทศยังได้ร่วมเล่นกีฬาด้วยกันคือปิงปองและแบดมินตัน
3. โรงเรียน Shree Siddhi Ganesh เป็นโรงเรียนรัฐบาล ซึ่งตั้งอยู่ในเขต Kageshwari-Manohara ชานเมืองกาฐมาณฑุ มี Mr. Roshan Adhikary เป็นครูใหญ่ โรงเรียนก่อตั้งมากว่า 45 ปี ปัจจุบันมีนักเรียนจำนวน 700 คน เปิดสอนในระดับประถมศึกษา – มัธยมศึกษาตอนปลาย (Grade 1 – 12) มีหลักสูตรการเรียนการสอนทั้งภาษาเนปาลีและภาษาอังกฤษ โรงเรียนให้การต้อนรับคณะฯ อย่างอบอุ่น และนักเรียนได้แข่งขันกันเล่มเกมเก้าอี้ดนตรี ซึ่งมีความสนุกสนานกันเป็นอย่างมาก
4. โรงเรียน Nami International มี Ms.Soni Joshi เป็นครูใหญ่โรงเรียน โรงเรียนมีหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นไปตามกรอบของรัฐบาลเนปาล มุ่งเน้นให้การศึกษาที่หลากหลายและสมดุลมากกว่าโรงเรียนทั่วไป ครอบคลุมวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่ให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง เพื่อเติบโตในด้านอารมณ์และสังคม ปัจจุบันเริ่มเปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา – มัธยมศึกษาตอนปลาย (Grade 1 – 12) ทางโรงเรียนได้ให้การต้อนรับโดยการแสดงของนักเรียนแต่ละชั้นเรียน และร่วมเล่นเกมกีฬาร่วมกันด้วย
5. โรงเรียน Metta Gurukul เมืองลุมพินี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2546 โดยอาสาสมัครชาวพุทธในเมืองลุมพินี นำโดย Venerable Metteyya Sakyputta เพื่อให้โอกาสทางการศึกษาแก่ผู้ยากไร้ในเมืองลุมพินีและหมู่บ้านใกล้เคียง โดยมี Mr. Lochan Bomjam เป็นครูใหญ่ ปัจจุบันมีนักเรียน 425 คน เปิดสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา – มัธยมศึกษาปีที่ 1 (Grade 1 – 7) โดยจัดหลักสูตรการสอนตามที่รัฐบาลเนปาลกำหนด และมีการสอนวิชาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ได้แก่ ประวัติศาสตร์ หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า การทำสมาธิ และหลักคิดวิธีการแก้ไขปัญหาสังคม รวมทั้งสอนวิชาด้านสิ่งแวดล้อม สุขอนามัย และวิชาชีพต่าง ๆ ในการเยือนโรงเรียนมีนักเรียนกว่า 500 คนมายืนรอต้อนรับคณะฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารโรงเรียน และครู และนักเรียนยังได้ใช้ความสามารถด้านศิลปะในการวาดภาพ วาดภาพเทือกเขาหิมาลัย รูปพระพุทธเจ้าน้อย ฯลฯ มอบเป็นของที่ระลึกในนักเรียนยุวทูตฯ ด้วย
ในการเยือนโรงเรียน คณะยุวทูตความดีได้นำเสนอเรื่องราวของ เมืองไทยเมืองยิ้ม เศรษฐกิจพอเพียง ด้วยภาษาอังกฤษที่ชัดเจน คล่องแคล่ว รวมทั้งแสดงความสามารถในการแสดงทางวัฒนธรรม อาทิ การขับร้องเพลงไทย อังกฤษ และเนปาลี สร้างความชื่นชมและชื่นชอบเป็นอย่างมาก การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอาหาร คณะฯ ได้นำเสนอขนมของไทย รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนของที่ระลึกและช่องทางการติดต่อระหว่างกัน นับเป็นการพัฒนาโลกทัศน์และขยายฐานแห่งมิตรภาพระดับเยาวชนของทั้งสองประเทศ
คณะยุวทูตฯ ยังได้ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมแบบโบราณ ความเชื่อความศรัทธา ผ่านการเยี่ยมชมสถานที่สำคัญในกรุงกาฐมาณฑุ อาทิ
สถูปโพธินาถ เป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดของเนปาล โดยเป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างศาสนาพุทธและศาสนาฮินดู สถูปนี้เป็นจุดศูนย์กลางของการแสวงบุญและกิจกรรมทางศาสนาของชาวพุทธ โดยเฉพาะชาวทิเบตที่เชื่อกันว่าสถูปนี้มีความเชื่อมโยงกับพระโพธิสัตว์ Avalokiteshvara หรือ Chenrezig ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความเมตตา โดยบนเจดีย์มีดวงตาเห็นธรรมของพระพุทธเจ้า (Wisdom Eyes) ทั้งสี่ทิศ และองค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปีพ.ศ. 2522
จัตุรัสเดอร์บาร์เมืองปาตัน (ลลิตปูร์) เมืองลลิตปูร์ เป็นหนึ่งในเมืองเก่าแก่และมีความสำคัญทางศิลปะและสถาปัตยกรรมของเนปาล โดยมีชื่อเสียงในด้านศิลปะและหัตถกรรม โดยเฉพาะงานแกะสลักไม้และโลหะ
จัตุรัสเดอร์บาร์ เมืองกาฐมาณฑุ ประกอบไปด้วยวัดและวังเก่าแก่ ซึ่งแสดงภาพความเจริญรุ่งเรืองทางด้านศาสนาและวัฒนธรรมของเนปาล ประกอบด้วยวัดสำคัญหลายวัด อาทิ เช่น วัด Taleju ซึ่งสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 เพื่อถวายแด่เทพธิดา Taleju Bhawani วัด Kasthamandap ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเมือง Kathmandu และ Kumari Ghar เป็นที่พักของเทพธิดากุมารี เด็กหญิงที่ได้รับการเคารพบูชาเป็นเทพธิดาซึ่งมีชีวิต
จัตุรัสเดอร์บาร์เมืองภักตปูร์ เมืองภักตปูร์ มีความหมายว่า “เมืองแห่งผู้ศรัทธา” ในอดีตมีความเจริญรุ่งเรืองในด้านศิลปะ วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรม ซึ่งเป็นบริเวณที่ประทับของกษัตริย์ราชวงศ์มัลละ ประกอบด้วยสถานที่สำคัญจำนวนมาก อาทิ เช่น “พระราชวัง 55 หน้าต่าง” อันเป็นอาคารอิฐสามชั้น หน้าต่างแกะสลักด้วยไม้ทั้งหมด และ “ประตูทอง” ทำจากทองเหลืองสลักรูปเทพเจ้าในศาสนาฮินดู
พระราชวังหนุมานโดกา เป็นพระราชวังเก่าซึ่งเคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์เนปาลจนถึงศตวรรษที่ 19 และภายหลังได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ โดยมีหินสลักรูปหนุมาน ซึ่งถือเป็นเทพองค์หนึ่งในศาสนาฮินดู สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2215 ตั้งอยู่ภายในบริเวณ
พุทธนิลกัณฑะ เป็นรูปปั้นแกะสลักหินของพระวิษณุเอนกายอยู่ท่ามกลางงูกลางสระน้ำ “วิษณุอนันตศายิน” หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “นารายณ์บรรทมสินธุ์” โดยพุทธนิลกัณฑะเป็นอวตารปางหนึ่งของพระวิษณุที่มาช่วยโลกในช่วงที่เกิดกลียุค
นอกจากนี้ คณะยังได้ไปเยือนเมืองลุมพินี เข้าเยี่ยมชมและสักการะสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า ที่อุทยานลุมพินีและวิหารมายาเทวี ซึ่งลุมพินีเป็นหนึ่งในสังเวชนียสถานสำคัญ โดยบริเวณวิหารมายาเทวีเป็นจุดที่นักโบราณคดี ระบุว่าเป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า โดยมีการค้นพบแผ่นศิลาหมายซึ่งระบุตำแหน่งสถานที่ประสูติ และพบเสาหินพระเจ้าอโศก
เมืองกบิลพัสดุ์ เป็นเมืองหลวงแคว้นศากยะที่ประทับของเจ้าชายสิทธัตถะก่อนเสด็จออกบรรพชา
วัดนิโครธาราม เป็นอารามที่พระเจ้าสุทโธทนะพระบิดาสร้างถวายแด่พระพุทธเจ้า และเป็นสถานที่ที่ พระราหุลบวชเป็นสามเณรรูปแรกของโลก
วัดไทยลุมพินี ตั้งอยู่ในปริมณฑลสังเวชนียสถานที่ประสูติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สวนลุมพินีวัน สร้างขึ้นด้วยศรัทธาของพุทธบริษัทชาวไทย ในนามของรัฐบาล โดยใช้งบประมาณแผ่นดิน และผู้ศรัทธาร่วมทำบุญ เพื่อเป็นการบูชาคุณพระพุทธศาสนา และร่วมเฉลิมฉลองในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี
วัดพระราชวังกบิลพัสดุ์ เป็นวัดไทยที่อยู่ภายใต้การดูแลของวัดไทยลุมพินี ตั้งอยู่ในบริเวณเมืองกบิลพัสดุ์ ของพระเจ้าสุทโธทนะ ผู้เป็นพระราชบิดาของเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งต่อมาได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า โดยเป็นเมืองที่พระพุทธเจ้าทรงเจริญเติบโต และประทับอยู่จนกระทั่งพระชนมายุ 29 พรรษา
โครงการยุวทูตความดีเยือนสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาลประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ด้วยความสนับสนุนเกื้อกูลอย่างดีจากสถานเอกอัครราชทูต นับเป็นประสบการณ์พิเศษที่สร้างโอกาสการเรียนรู้ของเยาวชนได้เรียนรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสวยงามของเมืองที่มีสถาปัตยกรรมโบราณอายุกว่าพันปีที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้จนถึงปัจจุบัน และมีการปลูกฝังให้เยาวชนคนรุ่นหลังของประเทศได้รู้จักรากเหง้าและมีความรักชาติ รวมทั้งการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้อย่างเป็นอย่างดี อันเป็นแบบอย่างที่ดีที่ยุวทูตฯ สามารถนำมาปฏิบัติด้วยตนเอง และนำไปเผยแพร่ขยายผลในโรงเรียนของตน และยังเป็นการเปิดมุมมองของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักเรียนของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การติดต่อระหว่างกันในอนาคต นับเป็นการสร้างคุณค่าให้ยุวทูตฯ ได้มีประสบการณ์ชีวิตที่จะจดจำไปตลอด และมีกำลังใจที่จะเป็นเยาวชนคนดีของสังคมและประเทศชาติต่อไป